อย่าพากันเหลาะแหละนะ อย่าเสียดายความคิดความปรุงที่กิเลสหลอกลวงมานานแสนนานแล้ว อย่าเสียดาย เราเคยคิดมามากต่อมากแล้วปล่อยให้หมด เอาที่มันขมๆ นี่ละ กิเลสมันถือว่าขมเหมือนบอระเพ็ด คือคำบริกรรม บังคับใส่นั้นนะ แล้วขมนี่ก็จะหวานออกไป ต่อไปหวาน ๆ ไปเรื่อย ๆ เลย ทีนี้จิตสว่างไสวขึ้นมาละ ให้จำอันนี้ให้ดี ขอให้มีหลักใจนะผู้ปฏิบัติ อย่าเหลาะแหละโลเล ถ้าเหลาะแหละแล้วจะทำอะไรไม่ได้เรื่องทั้งนั้น จะบริกรรมภาวนาแบบใดวิธีใดความเหลาะแหละจะไปทำลายให้ล้มเหลวไปหมด ถ้าความจริงจังจับได้ตรงไหน เมื่อถูกแล้วจับให้ถูกแล้วเอาไปเลย แล้วจะมีความเจริญรุ่งเรือง

ผู้มีธรรมขั้นใดก็ตามสติเป็นของสำคัญมาก อย่าปล่อยอย่าวางสติ ในเบื้องต้นสติต้องเป็นพื้นฐานสำคัญ ครั้นต่อไปจิตมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลำดับ แล้วออกทางด้านปัญญา ปัญญานี้จะมีเป็นระยะนิดหน่อยๆ เบื้องต้น จะมีแต่สติเป็นพื้นฐาน ต่อเมื่อปัญญาได้ออกทำงานทางด้านคลี่คลายสกลกาย ซึ่งเป็นของสำคัญมากในตัวของเรา กิเลสในหัวใจสัตว์ไม่มีกิเลสตัวใดที่จะรุนแรงยิ่งกว่ากามกิเลส ราคะตัณหานะ ให้จำให้ดี ตัวนี้ตัวฝังลึกมากที่สุด ประหนึ่งว่ากิเลสทั้งมวลมีตัวนี้เท่านั้น เหมือนหนึ่งว่ามีกิเลสตัวเดียว มันใหญ่กว่าเพื่อนกว่าฝูง บังคับให้โลภ ให้โกรธ ให้อะไรอยู่กับตัวนี้เป็นสำคัญ

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

         พอตัวนี้เบาลง ความโลภมันก็เบา ความโกรธก็เบา เพราะตัวนี้เบาลง พิจารณาทางด้านอสุภะอสุภัง พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ ดูข้างในข้างนอก ผิวหนังเรานี้มันบางนิดเดียวเท่านั้น ดูเอานะ มันประดับคนทั้งคนกลายเป็นนางงามจักรวาลไปได้ ทั้ง ๆ ที่หนังมันบาง ๆ เป็นเครื่องหลอก มันยังถือว่าเป็นนางงามจักรวาลไปได้ ใหญ่โตไหมกิเลสหลอกลวงคน นั่นละแล้วค่อยคลี่คลายเข้าไป เบื้องต้นมันไม่ชำนาญเราก็ต้องพยายามฝึก ใช้การพินิจพิจารณา แต่ขอให้จิตมีความสงบบ้างพอประมาณก่อน จิตถึงจะไม่หิวโหยในอารมณ์ต่าง ๆ ถ้าจิตยังไม่มีความสงบบ้างเลยนี่พาพิจารณาทางด้านปัญญานี้มันจะกลายเป็นสัญญา เถลไถลออกนอกลู่นอกทางกลายเป็นกิเลสไปเลยนะ

         ท่านจึงสอนเรื่องสมาธิเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ให้อิ่มอารมณ์ทั้งหลายแล้วพาพิจารณาทางด้านปัญญา นี้แม่นยำมากที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ สีลปริภาวิโต ปญฺญาปริภาวิตํ สอนตั้งแต่นี้ละไป คือหล่อเลี้ยงกันเป็นลำดับ หนุนกันเป็นลำดับลำดาไป ให้เราจับจุดนี้ไว้ มรรคผลนิพพานอยู่ที่หัวใจของเรานะ อย่าไปคิดอื่นใดให้กิเลสหลอกไป ๆ อยู่ที่ความเพียรของเรานี่ละ หนุนให้ดี การพิจารณาร่างกายนี้ก็แล้วแต่อุบายของผู้ใด  มันเป็นอุบายวิธีการของแต่ละคน ๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในสกลกายของตน ให้นำมาคิด

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด

         เราจะพิจารณาให้เป็นของเน่า ของเหม็น ของเปื่อย แตกสลายทำลายลงไป พิจารณาภายนอก คนอื่น หญิงอื่น ชายอื่นก็ได้ พิจารณาเราเป็นอย่างนั้นก็ได้ มันเป็นเรื่องสมุทัย มันติดได้ทั้งข้างนอกข้างใน เมื่อพิจารณาเป็นมรรคพิจารณาข้างนอกก็ได้ ข้างในก็ได้เป็นมรรคด้วยกัน ให้นำมาพิจารณา นี่ละทางเดินเพื่อความพ้นทุกข์ พอจิตมีความสงบเป็นปากเป็นทางได้แล้วให้ใช้ปัญญา อย่าไปนอนอยู่เฉยๆ นะ ความสงบนี้สงบไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีเพียงเท่านั้นไม่ได้มีความแยบคายยิ่งกว่านั้น ผมเคยเป็นมาแล้วสมาธิเต็มภูมิมาถึงขนาด ๕ ปี

         ไม่มีละเรื่องที่จะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันรำคาญ ถ้าอยู่ด้วยความสงบแน่วอยู่อันเดียวเท่านั้น ทั้งวันอยู่ได้ อยู่ไหนอยู่ได้ เลยสบายอยู่กับนั้น แล้วไม่รู้ตัวว่าติดสมาธิแล้ว ไม่อยากใช้ปัญญา นี่ละจึงต้องดึงออกมา เมื่อมีกำลังพักทางความสงบแล้

อย่าพากันเหลาะแหละนะ อย่าเสียดายความคิดความปรุงที่กิเลสหลอกลวงมานานแสนนานแล้ว อย่าเสียดาย เราเคยคิดมามากต่อมากแล้วปล่อยให้หมด เอาที่มันขมๆ นี่ละ กิเลสมันถือว่าขมเหมือนบอระเพ็ด คือคำบริกรรม บังคับใส่นั้นนะ แล้วขมนี่ก็จะหวานออกไป ต่อไปหวาน ๆ ไปเรื่อย ๆ เลย ทีนี้จิตสว่างไสวขึ้นมาละ ให้จำอันนี้ให้ดี ขอให้มีหลักใจนะผู้ปฏิบัติ อย่าเหลาะแหละโลเล ถ้าเหลาะแหละแล้วจะทำอะไรไม่ได้เรื่องทั้งนั้น จะบริกรรมภาวนาแบบใดวิธีใดความเหลาะแหละจะไปทำลายให้ล้มเหลวไปหมด ถ้าความจริงจังจับได้ตรงไหน เมื่อถูกแล้วจับให้ถูกแล้วเอาไปเลย แล้วจะมีความเจริญรุ่งเรือง

ผู้มีธรรมขั้นใดก็ตามสติเป็นของสำคัญมาก อย่าปล่อยอย่าวางสติ ในเบื้องต้นสติต้องเป็นพื้นฐานสำคัญ ครั้นต่อไปจิตมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลำดับ แล้วออกทางด้านปัญญา ปัญญานี้จะมีเป็นระยะนิดหน่อยๆ เบื้องต้น จะมีแต่สติเป็นพื้นฐาน ต่อเมื่อปัญญาได้ออกทำงานทางด้านคลี่คลายสกลกาย ซึ่งเป็นของสำคัญมากในตัวของเรา กิเลสในหัวใจสัตว์ไม่มีกิเลสตัวใดที่จะรุนแรงยิ่งกว่ากามกิเลส ราคะตัณหานะ ให้จำให้ดี ตัวนี้ตัวฝังลึกมากที่สุด ประหนึ่งว่ากิเลสทั้งมวลมีตัวนี้เท่านั้น เหมือนหนึ่งว่ามีกิเลสตัวเดียว มันใหญ่กว่าเพื่อนกว่าฝูง บังคับให้โลภ ให้โกรธ ให้อะไรอยู่กับตัวนี้เป็นสำคัญ

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด

         พอตัวนี้เบาลง ความโลภมันก็เบา ความโกรธก็เบา เพราะตัวนี้เบาลง พิจารณาทางด้านอสุภะอสุภัง พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ ดูข้างในข้างนอก ผิวหนังเรานี้มันบางนิดเดียวเท่านั้น ดูเอานะ มันประดับคนทั้งคนกลายเป็นนางงามจักรวาลไปได้ ทั้ง ๆ ที่หนังมันบาง ๆ เป็นเครื่องหลอก มันยังถือว่าเป็นนางงามจักรวาลไปได้ ใหญ่โตไหมกิเลสหลอกลวงคน นั่นละแล้วค่อยคลี่คลายเข้าไป เบื้องต้นมันไม่ชำนาญเราก็ต้องพยายามฝึก ใช้การพินิจพิจารณา แต่ขอให้จิตมีความสงบบ้างพอประมาณก่อน จิตถึงจะไม่หิวโหยในอารมณ์ต่าง ๆ ถ้าจิตยังไม่มีความสงบบ้างเลยนี่พาพิจารณาทางด้านปัญญานี้มันจะกลายเป็นสัญญา เถลไถลออกนอกลู่นอกทางกลายเป็นกิเลสไปเลยนะ

         ท่านจึงสอนเรื่องสมาธิเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ให้อิ่มอารมณ์ทั้งหลายแล้วพาพิจารณาทางด้านปัญญา นี้แม่นยำมากที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ สีลปริภาวิโต ปญฺญาปริภาวิตํ สอนตั้งแต่นี้ละไป คือหล่อเลี้ยงกันเป็นลำดับ หนุนกันเป็นลำดับลำดาไป ให้เราจับจุดนี้ไว้ มรรคผลนิพพานอยู่ที่หัวใจของเรานะ อย่าไปคิดอื่นใดให้กิเลสหลอกไป ๆ อยู่ที่ความเพียรของเรานี่ละ หนุนให้ดี การพิจารณาร่างกายนี้ก็แล้วแต่อุบายของผู้ใด  มันเป็นอุบายวิธีการของแต่ละคน ๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในสกลกายของตน ให้นำมาคิด

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด

         เราจะพิจารณาให้เป็นของเน่า ของเหม็น ของเปื่อย แตกสลายทำลายลงไป พิจารณาภายนอก คนอื่น หญิงอื่น ชายอื่นก็ได้ พิจารณาเราเป็นอย่างนั้นก็ได้ มันเป็นเรื่องสมุทัย มันติดได้ทั้งข้างนอกข้างใน เมื่อพิจารณาเป็นมรรคพิจารณาข้างนอกก็ได้ ข้างในก็ได้เป็นมรรคด้วยกัน ให้นำมาพิจารณา นี่ละทางเดินเพื่อความพ้นทุกข์ พอจิตมีความสงบเป็นปากเป็นทางได้แล้วให้ใช้ปัญญา อย่าไปนอนอยู่เฉยๆ นะ ความสงบนี้สงบไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีเพียงเท่านั้นไม่ได้มีความแยบคายยิ่งกว่านั้น ผมเคยเป็นมาแล้วสมาธิเต็มภูมิมาถึงขนาด ๕ ปี

         ไม่มีละเรื่องที่จะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันรำคาญ ถ้าอยู่ด้วยความสงบแน่วอยู่อันเดียวเท่านั้น ทั้งวันอยู่ได้ อยู่ไหนอยู่ได้ เลยสบายอยู่กับนั้น แล้วไม่รู้ตัวว่าติดสมาธิแล้ว ไม่อยากใช้ปัญญา นี่ละจึงต้องดึงออกมา เมื่อมีกำลังพักทางความสงบแล้วเอาออกมาใช้ทางปัญญา เบื้องต้นมันจะไม่อยากออกนะ ถือว่าเป็นการกวนความสงบคือสมาธิของตน แล้วให้ดึงออก จำให้ดีคำเหล่านี้ ดึงออกพิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ พอพิจารณาไป ๆ นี้สมาธิเป็นเครื่องหนุน มันอิ่มอารมณ์แล้วมันไม่ไปคิดเรื่องอื่นนอกจากทางด้านปัญญาที่เราตั้งหน้าตั้งตาพิจารณา มันจะพิจารณาทางนั้น แล้วค่อยแยบคายออกไปๆ

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

         พิจารณาอสุภะอสุภัง พิจารณาแล้วพิจารณาเล่า เหมือนเขาคราดไร่คราดนานั่นแหละ กลับไปกลับมาจนมูลคราดมูลไถมันแหลกลงไป พอปักพอดำก็ปักก็ดำ อันนี้พิจารณาแล้วพิจารณาเล่า จนเรื่องอสุภะอสุภังมีความชำนิชำนาญ และคล่องแคล่วไปโดยลำดับลำดา ทีนี้ปัญญาจะค่อยก้าวเดิน เห็นผลแห่งการพิจารณาของตน นี่เป็นก้าวสำคัญมาก จากนั้นก็ดังที่เทศน์ในวันเข้าพรรษา มันจะก้าวเข้าสู่อสุภะที่จะตัดราคะตัณหาตรงนั้น แต่อันนี้ยังไม่ชำนาญยังก้าวไม่ได้ ก็สอนวิธีแล้วให้ท่านทั้งหลายจำให้ดี นี่ละทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพาน

 

พระธรรมวิสุทธิมงคล

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

วัดป่าบ้านตาด