จิตพระอรหันต์ท่านว่างอย่างนั้น ว่างจากสมมุติ ทั้งสามแดนโลกธาตุว่างหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องในจิตของท่านเลย  จึงเรียกว่าจิตของท่านว่าง หรือเป็นบรมสุข ถ้ามีอะไรเข้าไปขัดข้อง จะเป็นบรมสุขไม่ได้ สุขลุ่มๆ ดอนๆ ไม่สมบูรณ์ แต่สุขที่หลุดพ้นจากสิ่งกีดขวางทั้งหลาย อันเป็นแดนสมมุติมากน้อยไปแล้ว นั้นละจิตที่ว่างที่สุด วางไปเลย เป็นนิพพานทั้งเป็น หรือเรียกว่าธรรมธาตุ จิตที่เป็นธรรมธาตุเป็นอย่างนี้

จิตพระพุทธเจ้า จิตพระอรหันต์เป็นธรรมธาตุ แม้มีร่างกายอยู่ท่านก็เพียงรักษากัน ดูแลกันไปอย่างนั้น ท่านจิตบริสุทธิ์แล้ว ธาตุขันธ์มันยังเป็นตามสมมุติของมัน มีเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อนก็เยียวยารักษากันไป เมื่อไม่ไหวแล้วก็ปล่อยทิ้งเลย ธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ คือจิตที่บริสุทธิ์แล้วนั้น หายกังวล เป็นอนุปาทิเสสนิพพาน เป็นนิพพานล้วนๆ เป็นธรรมธาตุล้วนๆ ไม่มีสมมุติใดเข้าเจือปน แต่เวลามีชีวิตอยู่ แม้เป็นพระอรหันต์ ท่านก็ให้อีกชื่อหนึ่งว่าเป็นสอุปาทิเสสนิพพาน แม้ได้นิพพานแล้ว แต่สมมุติคือธาตุคือขันธ์ สิ่งต่างๆ ที่รับผิดชอบยังมีก็ต้องรับผิดชอบไป แต่ไม่เป็นอารมณ์กับมันเท่านั้นเอง พอสิ่งเหล่านี้ผ่านไปแล้ว ก็เป็นนิพพานโดยสมบูรณ์ทีเดียว เรียกว่าเป็นนิพพานปัจจุบัน หรือเป็นธรรมธาตุ

การฝึกหัดปฏิบัติ เรื่องความพากความเพียร ตามธรรมของพระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ ใครๆ ก็ตาม ไม่ว่าหญิงว่าชาย ใจไม่มีเพศมีวัย สามารถรับได้ทุกอย่าง ทั้งบุญทั้งบาป เราสร้างบารมีมากน้อยได้ด้วยกัน ไม่มีเพศมีวัย ให้พากันไปอบรมสั่งสอนตนเอง อบรมตนเอง ความผ่องใสความสงบนี้เป็นบ่อแห่งความสุขทั้งหลาย จากนั้นก็จะสง่างามขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น ทั้งหญิงทั้งชายเป็นได้ด้วยกัน ถึงนิพพานได้ทั้งหญิงทั้งชาย เป็นบรมสุขได้ทั้งหญิงทั้งชาย จึงขอให้ทุกๆ ท่านได้นำไปปฏิบัติ

ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะปัจจุบัน ไม่มีอดีตอนาคตอะไรเข้ามาทำลายให้เปลี่ยนแปลงไปได้เลย ว่าเดือนนั้นปีนี้ปีหน้า เวลานี้ล่วงแล้วเท่านั้นปีเท่านี้เดือน ธรรมของพระพุทธเจ้าจะลดคุณค่าลงเป็นลำดับๆ จนกระทั่งถึงไม่มีคุณค่า การบำเพ็ญอะไร บาปไม่มีเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนทำบาปได้บาป ทำบุญได้บุญ แต่มืดแจ้งๆ มาลบล้างไปหมด หลายวันหลายคืน ก็เลยกลายเป็นทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป มรรคผลนิพพานไม่มี นี่คือกิเลสหลอกสัตว์โลก ให้พากันจำเอาไว้

ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นธรรมปัจจุบัน สดๆ ร้อนๆ เรียกว่า อกาลิโก ทำบาปได้บาป ทำบุญได้บุญตลอดมา ไม่ว่าจะทำในสถานที่ใด อิริยาบถใด ต้องเป็นบาปเป็นบุญ ตามการกระทำของตน ให้เราถือจุดนี้ไว้ อย่าให้กิเลสมันหลอกว่า วันนั้นเดือนนั้น ปีนี้ล่วงไปๆ แล้วธรรมะจะหมดไปๆ กิเลสมันฝังหัวใจมากี่กัปกี่กัลป์ มันไม่เห็นย้อนไปพูดตัวของมันเลย เมื่อไรมันจะสิ้นจะสุดลงไป ให้สัตว์โลกที่อยู่กับกิเลสด้วยความทุกข์ความทรมาน ได้เบาบางจิตใจลงไปบ้างไม่เห็นมี กิเลสมันยังไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา มันบังคับจิตใจทรมานจิตใจของสัตว์โลกทั่วแดนโลกธาตุได้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ธรรมเป็นเครื่องแก้กิเลส ก็แก้มาตั้งกัปตั้งกัลป์ ให้ผ่านพ้นทุกข์ไปได้ เพราะกิเลสมุดมอดไปแล้ว ทำไมจะแก้ไม่ได้ ก็แก้ได้ด้วยกัน ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ

ศาสนาล่วงเลยไปๆ มันกิเลสหลอกคนนะ ไม่ได้ล่วงถ้าเรามีสติสตัง มีความพากเพียร ศาสนาเป็นปัจจุบันธรรมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าบาปว่าบุญ ทำเมื่อไรเป็นบาปเป็นบุญเมื่อนั้นแหละ เมื่อทำไปมากเข้าๆ สมบูรณ์แบบ ถ้าเป็นบาปก็จมอยู่ในนรก ถ้าเป็นบุญถึงนิพพานได้เลยเหมือนกัน ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ วันนี้ก็เหน็ดเหนื่อยเต็มที่ เมื่อเช้านี้ก็พูดเสียเต็มยัน นั่งเป็นเวลานาน นี้พอบ่ายโมงก็ลงมาต้อนรับ บรรดาพระลูกพระหลานประชาชน ให้พากันตั้งอกตั้งใจ

อยู่ที่ไหนอย่าไปสนใจกับสิ่งอื่นสิ่งใด ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรมภายในใจ ขอให้ทุกท่านสนใจธรรมภายในใจของตน ศีลมีอยู่แล้วรักษาให้ดี ธรรมบำเพ็ญขึ้นไป ตั้งแต่สมถธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม วิมุตติธรรม จะขึ้นอยู่ที่จิตใจของเราผู้บำเพ็ญด้วยดีนั้นแหละไม่ไปไหน วันคืนปีเดือน มันมืดมันแจ้งมานี้ตั้งแต่กาลไหนๆ ไม่เห็นมาทำบาปทำบุญให้ใคร มีแต่ตัวของเรา ทำบาปก็ตัวของเรา ทำบุญก็ตัวของเรา ไปตกนรกหมกไหม้ก็เป็นตัวของเรา ไปสวรรค์นิพพานก็ตัวของเรา ให้ดูตัวของเราที่มันพร้อมเสมอที่จะเคลื่อนย้ายไปที่สูงและที่ต่ำ ตามการกระทำดีชั่วของตน ให้ดูที่จุดนี้ให้ดี ถ้าดูจุดนี้แล้วคนเราจะไม่ค่อยผิดพลาด ไม่ค่อยลืมตัว

พระธรรมเทศนา

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วัดป่าบ้านตาด

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน