ศาสนาออกมาจากท่านผู้มีความเพียรมาก ท่านผู้มีความอดทนมาก ท่านผู้มีความเฉลียวฉลาดมาก ท่านผู้มีความสามารถมาก ทุกสิ่งขึ้นชื่อว่าเป็นความดีแล้วออกมาจากพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นจอมศาสดาของโลก เพราะฉะนั้นศาสนธรรมที่ประกาศออกมา จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแม่นยำควรแก่การเคารพนับถือและปฏิบัติตามทุกแง่ทุกมุมไป ไม่มีแง่ใดไม่สำคัญ เพราะเป็นแง่ที่จะทำให้คนดีทั้งนั้น เป็นแง่ที่จะระงับดับพิษภัยภายในจิตใจซึ่งกิเลสสร้างขึ้นมาให้ค่อยหมดไป ๆ เหมือนกับน้ำที่สะอาดชำระล้างสถานที่หรือสิ่งที่สกปรกรกรุงรัง ให้ปราศจากสิ่งสกปรกนั้นกลายเป็นของสะอาดสถานที่สะอาดขึ้นมา

จิตใจของเราเป็นเหมือนกับพื้นที่หรือวัตถุอันหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สกปรกมาตั้งแต่ดั้งเดิมแต่กาลไหน ๆ จนเจ้าตัวก็ไม่สามารถทราบได้ว่าจิตของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร และคลุกเคล้ากับสิ่งใด และการคลุกเคล้านั้นคลุกเคล้ากันมาตั้งแต่เมื่อไร ถ้าเป็นสิ่งที่ฝังจมเหมือนลูกศรก็เรียกว่าฝังจนจมมิด สิ่งสกปรกนั้นน่ะฝังจิตใจจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่สามารถทราบได้โดยธรรมดาสามัญ ที่จะค้นคว้าพินิจพิจารณาให้ทราบ แต่จะทราบได้ทางเดียวคือการปฏิบัติจิตตภาวนา ดังพระพุทธเจ้าได้ทรงดำเนินมาแล้ว

พระพุทธเจ้าทรงทราบความจริง และชะล้างสิ่งที่สกปรกโสมมทั้งหลายอยู่ภายในพระทัยออกได้ด้วยธรรม ซึ่งเป็นเหมือนกับน้ำที่สะอาด ศาสนาปรากฏออกมาให้โลกได้เห็นได้กราบไหว้บูชา เพราะการค้นคว้าหรือภาคปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนาของพระพุทธเจ้า รองลำดับมาก็ดำเนินแบบเดียวกัน แม้พระองค์เองเป็นผู้ประทานพระโอวาทให้แก่บรรดาสาวกตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกที่ได้ประกาศธรรมแก่สาวก มีเบญจวัคคีย์เป็นต้น ก็ทรงแสดงวิธีการปฏิบัติและการปฏิบัติ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกรกรุงรังทั้งหลายซึ่งฝังจมอยู่ภายในจิตใจนั้นแก่สาวก

ในขณะที่บรรดาสาวกฟังก็ฟังเพื่อรู้จริงเห็นจริง ฟังด้วยความใคร่ครวญพินิจพิจารณา เพราะเป็นผู้มีภูมิสูงอยู่แล้ว พวกอุคฆฏิตัญญู เช่น พวกเบญจวัคคีย์เป็นพวกอุคฆฏิตัญญู ที่พร้อมแล้วจะรู้ซึ่งธรรมทั้งหลายอย่างรวดเร็ว ด้วยสติปัญญาที่ใคร่ครวญไปตามในขณะนั้น เนื่องจากความสงบทางด้านจิตใจนี้ ท่านเหล่านี้ได้บำเพ็ญมาเต็มสติกำลังความสามารถ จนถึงกับบางรายอาจคิดว่าตนได้ถึงขั้นศักดิ์สิทธิ์วิเศษแล้วก็ได้ นี่เพราะความสงบเยือกเย็นของใจ ไม่มีเกี่ยวกับโลกภายนอกแต่อย่างใด และโลกภายนอกก็ไม่เข้ามาประสับประสาน เป็นจิตที่มีความสงบแนบแน่น เป็นแต่เพียงว่ากิเลสส่วนละเอียดที่ฝังจมอยู่ภายในนั้น ท่านเหล่านี้ไม่อาจทราบได้

เพราะฉะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟังในอริยสัจ ๔ ซึ่งประกาศในวงแห่งธรรมจักร ท่านเหล่านี้จึงได้ดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา คือรู้ตามความจริงแห่งสภาวธรรม ทั้งที่มีอยู่กับตัวเองและทั่ว ๆ ไป ดังพระอัญญาโกณฑัญญะท่านอุทานขึ้นมาในขณะนั้น เพราะการถึงความจริงในขั้นเริ่มแรกว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นสิ่งนั้นต้องดับ เป็นสิ่งที่ซึ้งถึงใจพระอัญญาโกณฑัญญะ ในขณะที่แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบลงพระองค์ก็ทรงเปล่งอุทานขึ้นว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ อญฺญาโกณฺฑญฺโญเตฺวว นามํ อโหสีติ นามนั้นจึงได้เป็นนามพระอัญญาโกณฑัญญะสืบต่อมา นี่ต้องอาศัยทั้งการฟังซึ่งก็เป็นภาคปฏิบัติอยู่ในตัวด้วย ทั้งการปฏิบัติโดยลำพังตนเองด้วย เพราะพระองค์ทรงสอนอย่างนั้น

เนื่องจากพระองค์ก็ทรงปฏิบัติดำเนินเต็มพระสติกำลังความสามารถขนาดขั้นสลบไสล ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม จึงได้ทรงรู้แจ้งแทงตลอดในเญยธรรมทั้งหลาย เมื่อนำมาสั่งสอนบรรดาสาวกทั้งหลายก็ต้องสอนโดยวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนินมา มีภาคปฏิบัติเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็ดี สาวกทั้งหลายก็ดี ที่ได้รู้จริงเห็นจริงในธรรมที่เรียกว่าบรรลุธรรม ท่านบรรลุด้วยภาคปฏิบัติทั้งนั้น ไม่ได้บรรลุด้วยภาคศึกษาเล่าเรียนธรรมดาเหมือนอย่างที่โลก ๆ เรียนกันทั้งธรรมะและวิชาภายนอกวิชาทางโลก ฟังก็ฟังเป็นภาคปฏิบัติ ไตร่ตรองตามหลักความจริงที่พระองค์ทรงสั่งสอน เวลาปฏิบัติก็ปฏิบัติตามหลักความจริงที่พระองค์สอนแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผลจึงปรากฏเป็นที่พึงใจขึ้นมาโดยลำดับ ๆ

พระธรรมเทศนา

พระธรรมวิสุทธิมงคล

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด