DCIM100GOPROG0050137.JPG

 

กิเลสไม่เหนือธรรม

        คำว่าธรรมมีอยู่ตลอดเวลานั้น นั่นเป็นความจริงของธรรมที่เป็นอย่างนี้ตลอดมา มีอยู่เป็นอยู่เช่นนั้น แต่การที่จะรู้เห็นธรรมตามขั้นภูมิของธรรมของใจนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติเพื่อสัมผัสสัมพันธ์ธรรมนั้น ๆ แต่ละราย ๆ ไป ไม่ได้ตลอดทั่วถึงเหมือนกับคำว่าธรรมมีอยู่ตลอดไป ด้วยเหตุนั้นบรรดาผู้เสาะแสวงธรรมด้วยการปฏิบัติ จึงปรากฏว่าถ้าเป็นพระก็ท่านองค์นั้นบรรลุธรรมอยู่ในสถานที่เช่นนั้น เวลานั้น ท่านองค์นั้นบรรลุธรรมอยู่ในสถานที่นั้นเวลานั้นอิริยาบถนั้น เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมในปัจฉิมยามของคืนวันเดือนหกเพ็ญเป็นต้น นี่คือการเข้าประสบธรรม บรรลุธรรม

        ในขณะที่ว่าบรรลุธรรมก็คือการชะล้างหรือสังหารสิ่งที่ปกคลุมจิตใจ ไม่ให้ธรรมปรากฏขึ้นอย่างเต็มส่วนนั้นแล ผู้ที่จะสามารถสัมผัสสัมพันธ์ธรรมด้วยการปฏิบัติของตนนั้น จึงขึ้นอยู่กับอุบายวิธีการต่าง ๆ ตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนและกำลังวังชาของตน ไม่เช่นนั้นไม่มีทางทราบตามความจริงแห่งธรรมที่มีอยู่ และธรรมนี้จะสามารถสัมผัสได้ด้วยใจเท่านั้น ไม่มีทางอื่นเป็นที่สัมผัส มีทางเดียวคือใจ การที่จะสัมผัสธรรมขั้นนั้น ๆ ได้ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ความสามารถแห่งการปฏิบัติได้มากน้อยเพียงไร ธรรมก็ปรากฏขึ้นตามกำลังของตน

        การเรียนจดจำธรรมนั้นเรียนวิธีการ จะเรียนได้มากได้น้อยก็ได้แต่ชื่อของธรรมไม่ได้สัมผัสธรรม สัมผัสแต่เพียงสัญญาความสำคัญมั่นหมายว่าธรรมนั้นน่าจะเป็นอย่างนั้น เห็นจะเป็นอย่างนั้น  ธรรมขั้นนั้นเห็นจะเป็นอย่างนั้น นี่เป็นสัญญาคือเป็นความคาดหมายของจิตธรรมดา ๆ ที่ไม่เจอความจริง เพราะไม่ได้ปฏิบัติ การเจอความจริงต้องเจอด้วยการปฏิบัติ

        ปริยัติได้แก่การศึกษาเล่าเรียนมามากน้อย เช่น ศึกษาจากอุปัชฌายะในวงกรรมฐาน ๕ เป็นต้น นี่เรียกว่าภาคปริยัติ บอกสถานที่ที่ทำงาน พิจารณาคลี่คลายดูงานให้เห็นตามความจริงของมันเป็นสัดเป็นส่วนไป เป็นต้น นี่เรียกว่าปริยัติ ปฏิบัติ การนำสิ่งที่เรียน คือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นต้น ไปคลี่คลายดูตามที่ท่านสอนไว้ว่าอาการนั้น ๆ แต่ละอาการเป็นอย่างไร พินิจพิจารณาดูอาการนั้น ๆ หรือในเบื้องต้นยังไม่สามารถจะคลี่คลายด้วยปัญญาได้ ก็นำธรรมบทนั้นมาบริกรรมให้จิตมีความจดจ่ออยู่กับอาการแห่งธรรมบทนั้น ๆ อันเป็นภาคสมถะเพื่อความสงบใจด้วยกรรมฐานแต่ละบท ๆ ที่ตนนำมาบริกรรมภาวนา

        จากนั้นก็คลี่คลายดูอาการนั้น ๆ ไปโดยลำดับที่สัมผัสสัมพันธ์กันหรือดูดดื่มกันทั่วสรรพางค์ร่างกาย จนปรากฏเป็นความเห็นชัดโดยลำดับด้วยปัญญา ถึงขั้นซึ้งภายในจิต นี่เป็นความเชื่อแน่ว่าเป็นอย่างที่ท่านสอนจริง เช่น อนิจฺจํ ความแปรสภาพก็เห็นได้อย่างชัดเจนภายในการปฏิบัติของตัว ทุกฺขํ ความทุกข์ก็เห็นได้อย่างชัดเจนทั้งทางร่างกายและจิตใจ อนตฺตา ดูทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวนี้หาความเป็นตนเป็นตัวไม่ได้เลย แม้จะอยู่อาศัยกันมาตั้งแต่วันเกิดก็ตาม มันก็เป็นสภาพ อนตฺตา ปฏิเสธความเป็นตนเป็นตัวเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขาอยู่โดยหลักธรรมชาตินั้นแล