วันนี้เป็นสิริมงคลแก่เราทั้งหลายทุก ๆ ท่าน เนื่องจากท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ท่านพาคณะเข้ามาเยี่ยมวัดป่าบ้านตาด และเป็นโอกาสอันดีด้วย ที่ท่านทั้งหลายที่พลอยได้มาด้วยกันและพลอยได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในวันนี้ เพราะฉะนั้นจึงกรุณาพากันตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี

สิ่งที่หาได้ยากในโลกของเรานี้ ท่านกล่าวไว้สี่ประการ ๑.“กิจโฉ พุทธานมุปปาโท” การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นของยากที่สุด นี่เป็นของที่หาได้ยาก แล้วในขณะเดียวกัน “กิจโฉ มนุสสปฏิลาโภ” มนุษย์นี้เกิดได้ยากกว่าสัตว์  เราเกิดเป็นมนุษย์นี้นับว่าเป็นบุญลาภของเรา เป็นข้อที่ ๒. “กิจฉํ มจจาน ชีวิตํ” ชีวิตเป็นของที่ตายได้ง่ายที่สุด ความเจริญรุ่งเรืองยืดยาวของชีวิตนี้หาได้ยาก แต่การตายนั้น ตายได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นของที่หาได้ยาก ในความเป็นอยู่แห่งชีวิตของมนุษย์ ตลอดถึงชีวิตของสัตว์ วันหนึ่งวันหนึ่งเสี่ยงภัย เสี่ยงเดนอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจ ไม่งั้นตายได้จริง ๆ ข้อ ๔.  “กิจฉํ สทธมมสสวนํ” การได้ฟังธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นของที่หาได้ยาก มียากอยู่ ๔ ประการนี้

            ยากข้อที่ ๑. คือการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้านั้นเป็นของยาก พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ที่จะอุบัติขึ้นมานั้น ไม่ใช่อุบัติได้อย่างง่าย ๆ เหมือนสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ทั่ว ๆ ไป สัตว์ทุกประเภท ทุกภพทุกภูมิ ที่อุบัติหรือเกิดนั้น เกิดได้ทุกแห่ง ทุกหน วันหนึ่งกี่แสน กี่หมื่น กี่ล้านชีวิต นับไม่ถ้วน เกิดได้อย่างสบาย ๆ ลูกแม่หนึ่ง เกิดได้อย่างสบาย ๆ ลูกแม่หนึ่งเกิดได้ง่าย แต่พระพุทธเจ้ามาอุบัติแต่ละพระองค์นั้น ยากแสนสาหัส บารมีที่จะสนับสนุนให้ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า พร้อมที่จะได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้านั้น ตามที่ท่านกล่าวไว้ในหลักธรรม สร้าง ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย กำไรแสนมหากัปอีก นี่เราฟังสิ อสงไขยนั้นนับไม่ได้ นับไม่ได้ ไม่รู้กี่ครั้ง นับไปจนกระทั่งถึงล้าน  เลยจากนั้น

ไปนับไม่ได้แล้ว ต้องกลับมานับหนึ่งอีกถึงล้าน เช่น หมื่นล้าน พันล้าน อย่างงี้นะ ท่านว่าอสงไขย อสงไขย นับไม่ได้ ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน เช่นเดียวกับเราถึงล้านแล้วนับใหม่ ได้ร้อยล้าน สองร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน คือเอาล้านเป็นจุดสุดท้าย นับเลยจากนั้นไปไม่ได้ ต้องย้อนมานับใหม่ เป็นเท่านั้นล้าน เท่านี้ล้าน เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน ๆ มายุติกันอยู่ที่ล้าน

            คำว่า อสงไขย ก็เหมือนกัน พอไปถึงนั้นแล้ว หยุด พระพุทธเจ้าทรงสร้างพระบารมี ๘ อสงไขย คือนับไม่ได้ถึง ๘ หน กำไรแสนมหากัป นี่ล่ะกว่าจะมาอุบัติขึ้นแต่ละพระองค์ พระองค์เพราะกิเลสเป็นสิ่งที่หนาแน่นยิ่งกว่าแผ่นดินทั้งแผ่น ยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูก มันหนาแน่น มันปิดหัวใจสัตว์ ให้อยู่ด้วยความมือบอด เกิด ตายด้วยความมืดบอด ทำอะไร ๆ ทำด้วยความมืดบอด ไม่ได้ทำอะไรด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง พอที่จะพ้นจากภัย จากเวรไปได้เลย เรียกว่าหลับตาทำ หลับตาไป หลับตามาเกิด แล้วเวลาจะตายก็หลับตาตาย หาสติสตัง หาคุณงามความดีไม่ได้ ธรรมแทรกไม่ได้ มีแต่กิเลสเครื่องมืดบอดปิดบังไว้หมด

นี่เป็นคติธรรมดาของสัตว์โลกไม่ว่าท่าน ว่าเราเหมือนกันหมด เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาต้องแหวกว่ายสิ่งที่มืดดำ ทั้งหลายนี้ด้วยพระบารมีที่ทรงสร้างมาด้วยความอุตส่าห์พยายาม จึงได้โผล่ขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์  พระองค์ เพราะฉะนั้นนานแสนนานกว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมา  เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแต่ละพระองค์เหมือนกับพระอาทิตย์ ร้อยดวงยังสู้ไม่ได้ ร้อยดวง พันดวง สู้ความสว่าง สู้กำลังของพระพุทธเจ้าที่จะให้ประโยชน์แก่โลกไม่ได้ พระอาทิตย์มีกี่ร้อยกี่พันดวง จะส่องในสถานที่แจ้งเท่านั้น ที่มืดที่กำบังพระอาทิตย์ส่องไม่ถึง แต่พระเมตตา พระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้านั้นทรงส่องได้ทะลุได้ทะลุปรุโปร่งไปหมด ไม่ว่าใต้น้ำ บนบก บนฟ้า บนอากาศ  คิดดูซิว่านรก มีกี่หลุม กี่ขุม พระองค์ทรงแทงทะลุไปหมด ด้วยพระปรีชาญาณ คือ ปัญญา “นัตถิ ปัญญาสมา อาภา” แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี พระอาทิตย์ถ้าเทียบกับพระปัญญานี้ไม่มี  พระอาทิตย์ถ้าเทียบกับพระปัญญาสามารถของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีความหมาย จะกี่ร้อยกี่พันดวงก็ตาม พระอาทิตย์ไม่มีความหมาย  สู้พระปัญญา พระปรีชาญาณขอพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย นี่แหละเหตุที่จะมาตรัสรู้สั่งสอนโลก มีเครื่องมือประกอบพร้อมอย่างนี้ สมบูรณ์บริบูรณ์ จึงได้เป็นพระพุทธเจ้าสั่งสอนสัตว์โลกได้

ตะกี้พูดถึงไหนแล้ว หลงไปแล้วนี่นะ ธรรมะป่าไม่เหมือนธรรมะบ้านนะ เพราะพูดไปแล้วถ้ามีอะไรมาสวนปั๊บ ล้มไป หายเงียบ ขึ้นเป็นประโยคใหม่ขึ้นมา ตะกี้นี้พูดถึงพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้า และพระเมตตาก็เหมือนกัน  สามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีใครเสมอพระพุทธเจ้า ด้วยความเมตตาสงสาร พูดถึงเรื่องความบริสุทธิ์  เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เหมือนมีพระกำลังอันเอก มารื้อขนสัตว์ตั้งแต่วันตรัสรู้แล้วจนกระทั่งวันปรินิพพาน บางองค์มีอายุถึงแปดหมื่นปีก็มี บางองค์ก็หกหมื่นปี สี่หมื่นปี  มาจนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้าของเรานี้ ๘๐ ปี องค์ใดที่มีอายุยืนนานเท่าไรก็ทำประโยชน์ให้แก่โลกได้นานเท่านั้น คำว่า ทำประโยชน์ให้แก่โลก ก็เหมือนพระพุทธเจ้าเอาสำเภาลำใหญ่ หรือว่ายานลำใหญ่ เรือลำใหญ่ มาวางลงที่มหาสมุทร มหาสมุทรนี้ก็ได้แก่ มหาสมมุติ มหานิยมที่เป็นเครื่องกล่อมใจสัตว์โลก ให้หลง รื่นเริง บันเทิง ลืมเป็นลืมตาย ไม่เสาะแสวงหาทางออก นี่แหละพระพุทธเจ้าจึงเอาจึงเอาญาณอันใหญ่โตมาวางลงที่ท่ามกลางมหาสมุทร ชาวพุทธของเราก็ต่างคนต่างเกาะตามเรือใหญ่ของพระพุทธเจ้า ผู้ที่ตามไปได้ทันพระพุทธเจ้าไปก็มี เช่น พระอรหัต อรหันต์ ที่บรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาในโลก เรื่อยมานี้ เรียกว่าตามพระพุทธเจ้าทัน นอกนั้นก็เป็นพระอนาคา นอกนั้นก็เป็นพระสกิทาคา เป็นพระโสดา เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นผู้มีศีล มีธรรม  สรุปแล้วก็คือชาวพุทธของพวกเรา ได้เกาะเรือใหญ่ของพระพุทธเจ้าที่ได้มาตรัสรู้แต่ละพระองค์ พระองค์ให้ผ่านพ้นไปจากโลกโลกันตนรก คือ ความทุกข์ ความมืดแปดด้านนี้ไปได้เป็นลำดับ ลำดา จำนวนมากมาย ในพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้น

            เพราะฉะนั้นการที่อุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า จึงเป็นของที่หาได้ยากมาก ไม่ใช่อุบัติขึ้นอย่างง่าย ๆ  เหมือนสัตว์สาลาสิงห์ต่าง ๆ ทีนี้ชีวิตของเราที่จะเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์นี้ก็ต้องพร้อมแล้วด้วยคุณงามความดีที่จะพอเป็นมนุษย์ได้ จึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ประการที่สามก็ชีวิต “ความเป็นอยู่”ของเรา ในวันหนึ่ง วันหนึ่งต้องมีการเยียวยารักษา บำรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นมันจะตายจริง ๆ นี่ชีวิตมันคอยแต่จะแตกจะดับ  “สัทธัมมัสสวนัง” การได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นของยาก ฟังสิ ทำไมจึงเป็นของยาก ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติขึ้นมา ไม่ได้ทรงแสดงธรรมะเหล่านี้ไว้แล้ว สัตว์โลกจะไม่ได้ยินเลยว่า คำว่า “บาป” เป็นยังไง ทั้ง ๆ บาปมีอยู่ในโลก “บุญ” เป็นยังไง บุญมีอยู่ในโลก สัตว์ทั้งหลายไม่รู้ ไม่เคยได้ยิน นรกมีอยู่ อย่างงี้สัตว์ทั้งหลายไม่ได้ยิน เพราะไม่มีผู้มาบอก ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น จึงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า นรกมีเท่านั้นขุม เท่านี้ขุม มีความแผดเผาขนาดไหน นรกขุมหนึ่งมีความแผดเผาขนาดนั้นขุมที่สอง ที่สาม ที่สี่ โดยลำดับลำดา มีความแผดเผาลงขนาดนั้น ขนาดนั้นตามแต่อำนาจแห่งกรรมของสัตว์ที่ทำไว้ คนใด สัตว์ตัวใดที่ทำกรรมไว้มากน้อยเพียงไร ก็ต้องไปต้องไปตกนรกหมกไหม้ ตามกรรมของตน มีความแผดเผามาก น้อย ต่างกันอย่างนั้น นี่คำพูดเช่นนี้ก็ไม่มี ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติมา มองทะลุไปหมดให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง จะไม่มีใครนำอันนี้ขึ้นมาสอนได้เลย นี่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกเป็นของยาก ยากอย่างนี้

            พวกเราอยู่ด้วยความมืดบอด กี่กัปกี่กัลป์ ก็อยู่อย่างนี้ เหมือนมดไต่ขอบด้ง ไต่ไปไต่มาพอมาถึงขอบเก่าก็ไต่ไปไต่มาว่าเป็นของใหม่ไปเรื่อย ตื่นทางหู ทางตา ทางจมูก  ทางลิ้น ทางกาย อะไรเข้ามาหลอก ตื่นไปหมด ตื่นไปหมด เพราะไม่มีปัญญาเครื่องหยั่งทราบเหตุผลต้นปลาย พอจะยึดถือเอาเป็นประโยชน์ และคัดเลือกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ออกเสีย ส่วนมากว้านตั้งแต่ฟืนแต่ไฟเผาลนตนเอง เพราะไม่มีคำสอน  แม้แต่มีคำสอนทุกวันนี้มันยังไม่ฟัง ว่าไง เพราะกิเลสมันหนา มันฉุด มันลากไป มนุษย์เราจึงไม่มีทางที่จะรู้อรรถ รู้ธรรมได้ง่าย พระพุทธเจ้าเป็นของประเสริฐ ก็ประเสริฐสำหรับพระพุทธเจ้าแต่เรามันก็เหลวอยู่ตลอดมา ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นของประเสริฐก็ประเสริฐเฉพาะธรรม มันก็เหมือนกับยาเป็นของดีสำหรับรักษาโรคได้ หมอดีสำหรับรักษาคนไข้ได้ก็ดีแต่หมอ ดีแต่ยา แต่คนไข้ ไม่สนใจกับยากับหมอแล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับคนไข้คนนั้นเราอย่าให้เป็นคนไข้ประเภทนี้ เราเกิดมาในท่ามกลางแห่งพระพุทธศาสนา เป็นของเลิศ ของประเสริฐเหมาะสมอย่างยิ่งแล้วในภูมิมนุษย์ของเรา

     

     พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มาตรัสรู้ที่แดนมนุษย์ที่ทั้งนั้น ไม่ได้มาตรัสรู้ที่เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ที่ไหนล่ะ เห็นว่าแดนมนุษย์นี้เป็นภาชนะที่เหมาะสมอย่างยิ่ง พระองค์จึงได้มาตรัสรู้นี้ทุกพระองค์ แล้วการฟังธรรมว่าเป็นของยาก เราทั้งหลายก็เกิดมาในท่ามกลางแห่งธรรม บุญก็ได้ยิน บาปก็ได้ยิน  นรกได้ยิน สวรรค์ได้ยิน จากธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นแต่เพียงว่ากิเลสมันจะอำนวยให้หรือไม่ มันจะยอมให้เราเชื่อความจริงจากพระพุทธเจ้าหรือไม่ เพราะกิเลสมันปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์  กิเลสทุกประเภทปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ ธรรมทุกประเภทจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงเดินสวนทางกันอย่างนี้ กิเลสเป็นข้าศึกของธรรม เพราะฉะนั้น กิเลสจึงต้องต่อสู้ธรรม ลบล้างธรรม ธรรมว่าเป็นของจริง กิเลสว่าไม่จริง ปลอม กิเลสหาว่าปลอมทั้ง ๆ  ที่กิเลสมันจอมปลอมอยู่แล้ว นั้นแหละ เป็นเช่นนี้เอง

ถ้าจะว่าลัทธิ ลัทธิหนึ่งจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ลัทธิหนึ่งปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าหากเราจะพูดถึงลัทธิ กิเลสที่มีนิสัยปลอม มันจะหาความจริงไม่ได้ กระดิกพลิกแพลงมาในแง่ใด มุมใด มีแต่โกหกหลอกลวงทั้งนั้น มันอยู่ด้วยการโกหก มันอยู่ได้ด้วยการหลอกลวง พวกกิเลส คือกิเลสภายในใจของสัตว์ ถ้ามันจะแยกเป็นบุคคล จะแยกออกเป็นลัทธิ ลัทธินี้ปลอมที่สุด ไม่มีคำว่าจริงมาพูดให้ประชาชนฟัง มีแต่หลอกหลอนตลอดเวลา ต้มตุ๋นตลอดเวลา ท่านจึงเรียกว่า ปลอม เป็นข้าศึก ศาสนาเป็นของจริง จริงตลอดเวลา เช่น  อย่างนรกมีจริง  สวรรค์มีจริง ก็เช่นเดียวกับ ตารางมีจริง เรือนจำมีจริง ใครไม่เชื่อก็เอาดูสิ ไปฉกไปลัก ส่วนมากคนเราเชื่อตัวเองนั่นสิ เวลาไปฉกไปลัก ก็เข้าใจว่าเขาจะจับไม่ได้ แล้วก็ไปฉกไปลัก เราเป็นคนแล้วเก่งกว่าเขา เหมือนกับเขาเป็นหมูไปหมด ถ้าเวลาถูกจับได้แล้ว  คนเก่ง ๆ นั่นแหละ ไปติดคุกติดตาราง  ชื่อมัน นายดีก็มี นายบุญก็มี นางสวรรค์ก็มีอยู่ในเรือนจำนั่นน่ะ นายพรหมก็มี มันไม่มีชื่อต่ำ ๆ นายบาปมันไม่มี นายโง่มันไม่มี มีแต่นายปัญญา ฟังสิ ตัวมันฉลาดที่สุด แล้วเวลาเราไปถาม ทำไมแกถึงได้มาติดคุกติดตารางอย่างนี้ล่ะ แกก็ชื่อถึงขนาดนี้ ชื่อว่านายบุญ ทำไมมาติดคุกติดตารางอยู่นี่ล่ะ แกก็ชื่อว่านายบุญ แล้วทำไมมาติดคุกติดตาราง แล้วแกชื่อว่านางสวรรค์ แล้วทำไมจึงมาตกนรกทั้งเป็น   แกชื่อนายพรหม พรหมมันอยู่ชั้นสูง  นี้ตารางไม่ใช่พรหม แกมาอยู่ทำไม ก็เขาหาว่าผมขโมยของเขา แล้วแกขโมยจริง ๆ เหรอ “ ขโมยจริง ๆ ครับ “ หมดท่าเลย เห็นมั้ย นั่นแหละตัวเก่ง ๆ นั่นแหละเขาจับได้

            นี่ก็เหมือนกัน เราอย่าว่าเก่งกว่าธรรมของพระพุทธเจ้า เก่งกว่าครู กิเลสมันหลอกให้เราเก่งมันหลอกให้เราตกนรกทั้งเป็น อะไรที่ธรรมว่าดี มันว่าไม่ดีกิเลส ธรรมว่ามี มันว่าไม่มี กิเลส มันลบไปหมด นี่แหละ ศาสนธรรมออกมาเบิกสิ่งที่จอมปลอมออก ให้เราทั้งหลายได้ทรงอรรถ ทรงธรรม วันนี้พูดถึงธรรม ๔ ประการ ธรรมหายาก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกเป็นของหายาก หนึ่ง มนุษย์เป็นของที่เกิดได้ยากยิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย หนึ่ง แล้วก็ชีวิตของมนุษย์เราเป็นสิ่งที่หาได้ยาก หนึ่ง การที่ได้ยิน ได้ฟังธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ พระองค์ หรือแต่ละครั้ง ละคราวเป็นของยาก แต่สำหรับเรามันเกิดท่ามกลางแห่งธรรมอยู่แล้ว อยู่ที่ไหนก็มีแต่อรรถ แต่ธรรม

ในบ้านก็ฟังได้ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ จะไปวัดไปวาก็ฟังได้ทั้งนั้น นอกจากเราขี้เกียจเสียเอง เพราะฉะนั้นความขี้เกียจก็คือข้าศึกของธรรม เวลาจะไปวัดไปวามันตัดแข้งตัดขา ตีหูตีตาให้เจ็บท้องปวดศรีษะ อะไร ๆ ไม่เจ็บ ไม่ปวด หาเรื่องปวดขึ้นมา กิเลสมันหาเรื่อง มันไม่อยากเข้าวัดเข้าวา กลัวจะหนีจากอำนาจของมัน เพราะธรรมนี้จะต้องยื้อแย่งแข่งดีกับกิเลส

เมื่อเวลาเราจะมาสู่อรรถ สู่ธรรมจำศีล  ให้ทาน ภาวนานี้ กิเลสไม่พอใจ มันจึงต้องขัดต้องขวาง นั่งอยู่เฉย ๆนี่ไม่เป็นไร แต่พอนั่งภาวนาเหมือนขาจะหัก ถูกกิเลสตีเอา ตีเอา สมบัติเงินทองข้าวของมีมากน้อย เวลาจะจับจ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่มีคำว่าสถานีจอดแวะ ไม่มีคำว่าพอดี ไหลไปเลย เหมือนกับน้ำกับท่าไหลไปได้ ถ้าเป็นสิ่งที่กิเลสพาให้ไหล ถ้าเป็นสิ่งกิเลสต้องการหมดเป็นหมด ยังเท่าไรเป็นยัง เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ถ้าเป็นเรื่องของกิเลส เราไม่มีคำว่าถอย คำว่าพอแล้ว พอแล้วไม่มี แต่พอจะแยกมาทางศีลธรรม อย่างนี้ ไม่ได้ กิเลสมันขวาง มันหวง ไม่อยากทำ ให้ทานบาทหนึ่ง จะสิ้น จะเปลือง เราก็จะตาย แม่อีหนูก็จะตาย พ่ออีหนูก็จะตายไปหมดแล้วนี่นะ แต่เวลาเข้าโรงบ้า โรงบา พ่ออีหนูก็ลื่น แม่อีหนูก็เริง แล้วยิ่งเล่นบัตร เล่นเบอร์ เล่นบ้า นี้ไปด้วยแล้ว เอ้า!มีเท่าไหร่ถึงไหน ถึงกัน  เมื่อคืนนี้ฝันว่าไง ถามกัน ฝัน เมื่อคืนฝันว่างั้น มันจะออกเลขนั้น   ถ้าออกเลขนั้น ฟาดไป แล้วเวลาออกแล้วเป็นไง ผิดตัวเดียวเท่านั้น เอาอีกผิดตัวเดียว เอาอีกผิดตัวเดียว แล้วเงินหมดไปเท่าไหร่ มันไม่ได้ว่า ซื้อไปแล้วมันหมดไปเท่าไหร่ แล้วจะเอาอะไร เงินมันหมดไปแล้ว ไอ้ตู้เราตัวหนึ่งขายได้ราคามาพอสมควร ไปเอามาอีก ไอ้ตู้หมดไปทั้งตัว ผิดเลขตัวเดียวอีก หมดทั้งตู้หมดทั้งตัว ผิดเลขตัวเดียวอยู่อย่างงั้น สุดท้ายแล้วก็นาเราว่าไง เอานาอีก เป็นไงเฒ่าวันนี้ ผิดตัวเดียวอีก นาไปทั้งทุ่งทั้งแปลง นี่มันพอใจ ถ้าเป็นเรื่องอบายมุข อบายภูมิ มันพอใจ เข้าใจมั้ย

นี่กิเลสมันเรืองอำนาจบนหัวใจมนุษย์เวลานี้ มันจึงสร้างความเดือดร้อนให้แก่มนุษย์  ไปที่ไหนทุกย่อมหญ้า มีแต่ความทุกข์ความลำบาก แล้วเวลาถาม มีแต่คนหาความสุข ความเจริญ มันหาความสุข ความเจริญ อะไร ไปเจอตั้งแต่บ่อนรก อเวจี แล้วทำไมมันจึงไปเจออย่างงั้น ก็มันหาไปตามเรื่องของกิเลส ความอยากก็ไม่มีเมืองพอ ความโลภก็ไม่มีเมืองพอ พุงก็พุงน้อย ๆ แต่หัวใจความโลภนี้มันใหญ่ มันโต ได้เท่าไหร่ไม่พอ เหมือนกับคนหนึ่ง คนหนึ่งจะตายไม่เป็น ครั้นเวลาตายแล้วก็คนนั้นล่ะไปเผาคน ฟืนนั้นล่ะไปเผาคน เงินทอง ข้าวของ ความโลภมันไม่เอามาเผาคน อยู่ด้วยคนนั้นแหละ เพราะฉะนั้นการอยู่ด้วยคนเป็นของสำคัญ

ขอให้ทุกท่านได้นำไปพินิจพิจารณา อยู่อะไร อยู่กับที่ไหนก็ตาม อยู่สถานที่ใดก็ตาม อยู่กับเรื่องอะไร วัตถุอะไรก็ตาม สู้อยู่กับคนไม่ได้ สถานที่มีคน มีความผาสุกเย็นใจ อยู่กับคนทั้งเป็นทั้งตายอยู่กับคน เจ็บไข้ได้ป่วยก็มีคนนั้นน่ะไปถามหา ไปเยี่ยมถามข่าวกัน อยู่กับคนเป็นความผาสุกเย็นใจ ยิ่งกว่าอยู่กับสิ่งทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจงให้เห็นความอยู่กับคนเป็นของเย็นใจ และให้มองเห็นใจคนนั้นกับหัวใจมีคุณค่าเท่ากัน  ให้มองกันในแง่เหตุผลหนึ่ง ให้มองกันในแง่ให้อภัยหนึ่ง มองกันในแง่ความเมตตา หนึ่ง ความในแง่ความเสมอภาคแห่งความเป็นมนุษย์มีชีวิตชีวาเหมือนกัน หนึ่ง  มนุษย์เราถ้าต่างคนต่างมองกันในแง่เช่นนี้แล้ว ก็ชื่อว่ามนุษย์อยู่ด้วยกันเป็นสุข ถ้ามองกันในแง่ตรงกันข้ามแล้ว เป็นภัยต่อกัน  ไม่มีใครเกินมนุษย์ มนุษย์นี้เป็นภัยที่ เพราะ มนุษย์ฉลาดกว่าสัตว์ทำอะไรทำได้อย่างแหลก อย่างเหลว อย่างละเอียดละออทั้ง ๆ ที่สัตว์ทั้งหลายทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีศีลธรรม เป็นเครื่องสนับสนุนมนุษย์ ให้ก้าวให้ดำเนินในความประพฤติ หน้าที่ การงาน อัธยาศัย ใจคอ ให้มีศีล มีธรรม เพราะ ศีลธรรม เป็นสิ่งที่ให้ความอบอุ่น เป็นสิ่งที่ให้ความถูกต้อง แม่นยำ ธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่เคยทำโลกให้ล่มจมตั้งแต่ไหน แต่ไรมา ท่านจึงตรัสไว้ว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าทางฆราวาส ไม่ว่าพระ พระเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักธรรม หลักวินัย ตามเพศของตน ก็มีความสุข ความสบาย เย็นอกเย็นใจตั้งแต่พระธรรมดา เพราะอำนาจแห่งศีล แห่งธรรมเข้าชำระสะสางสิ่งสกปรกโสมมอยู่ภายในใจ คือ ความโลภมันก็เป็นความสกปรกอันหนึ่ง ความโกรธ ความหลง ราคะ ตัณหา แต่ละอย่าง อย่างมันเป็นฟืนเป็นไฟ มันเป็นของสกปรกแต่ละอย่าง ละอย่าง นำธรรมะ นำวินัยเข้าไปแก้ไข เข้าไปดัดแปลง เข้าไปชะล้าง สิ่งเหล่านี้ก็ค่อยจางไป จางไป จิตใจก็มีความสง่าผ่าเผยขึ้นมา จากพระธรรมดา กลายเป็นพระอริยะขึ้นมาได้ เพราะศีล เพราะธรรม เพราะการประพฤติ

          พระอริยะเป็นยังไง อริยะก็ตั้งแต่สกิทาคา อนาคา อรหันต์ นอกเหนือไปจากหลักธรรม หลักวินัยนี้ไม่ได้เลย ทีนี้ฆราวาส เราไม่สามารถปฏิบัติแบบพระได้ เราก็ปฏิบัติแบบฆราวาส ฆราวาสเป็นอะไร ฆราวาสไม่สมควรเหรอที่จะหาความสงบสุขแก่ตนได้ หรือว่าเพราะเราเป็นฆราวาส หาความสุขสบายไม่ได้เหรอ ฆราวาสก็คน พระก็คน ศาสนาสอนคน แล้วทำไง ความมุ่งหมายเราเป็นไง เกิดขึ้นมาก็ในท่ามกลางของมนุษย์  เราดีใจแล้วได้เกิดเป็นมนุษย์นี่ ถ้าไปเกิดเป็นสัตว์แล้วเดือดร้อนที่สุดเลย แล้วทำไงถึงจะรักษามนุษย์ ให้เป็นผู้มีศีลธรรม ศีลธรรมเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์ร่มเย็นเป็นสุข ตัวเองก็เย็น คนอื่นก็เย็น ถ้านอกจากศีลธรรมแล้ว หายากที่จะทำให้ร่มเย็นเป็นสุขแก่คนนะ ดีไม่ดีจะเป็นพิษเป็นภัยเผาลนที่โง่อีกด้วยซ้ำไป  แต่ศีลธรรมไม่เคยเผาลนผู้ใดให้เดือดร้อน

ดังที่ตะกี้นี้ก็อาราธนาศีล ๕ ว่าปาณาฯ  อทินนาฯ   กาเมฯ   สุมิจฉาฯ   สุราฯ เพียง ๕ ข้อนี้เราก็พออยู่พอกิน สำหรับฆราวาส เราจะไปหาสวรรค์วิมานที่ไหน เราสร้างสวรรค์ วิมานกับศีล ๕ นี้ก็พอแล้ว เราอย่าไปวาดมโนภาพลม ๆ แล้ง ๆ มันจะเป็นบ้าโดยไม่รู้สึกตัวนะ  ถ้าวาดภาพไปตามศีลตามธรรม เราจะหาความสุขเจอ คำว่า “ปาณา” คืออะไร ถ้าจะอุปมาเหมือนกับว่า สัตว์ทั้งหลาย มีความโลก ความโมโหโทโส เหมือนกับว่าถือศาสตราวุธ อยู่นี้เป็นประจำหัวใจตลอดเวลา พอที่จะฆ่า จะฟัน คอยที่จะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน พอปาณาติบาตา เวระมณี สิกขาฯ  เหมือนพระพุทธเจ้ามาแย่งอาวุธในมือนี้ออก อย่าฆ่ากัน ความหมายว่าอย่างงั้น ฆ่าเราเป็นยังไง เรารักมั้ยชีวิตเรา คนอื่นเขารักเช่นเดียวกับเรารักชีวิตเขา ถ้าเรารักชีวิตเราอย่าฆ่าชีวิตเขานะ ถ้ารักชีวิตเรา ชีวิตเขาชีวิตเราเท่ากันนั่นแหละ ให้ต่างคนต่างรักษาความปรกติแห่งชีวิตชีวาของกันและกันไว้ไม่ยังชีวิตชีวาของกันและกันไว้ให้กำเริบด้วยความเจ็บ ความปวด ความล้ม ความตาย  เพราะการสังหารของเรา เพียงเท่านี้โลกก็อยู่ด้วยกันเป็นผาสุข อย่าว่าแต่มนุษย์อยู่ด้วยกันเลย สัตว์กับมนุษย์อยู่ด้วยกันได้ ถ้ามนุษย์มีศีลธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีใครที่จะให้ความร่มเย็นแก่สัตว์ได้ยิ่งกว่ามนุษย์เรา นี่ข้อที่ ๑.  ข้อที่ ๒. อทินนาทานฯ ของใครมีเล็ก ๆ น้อย ก็ตาม มีความรักความสงวน ถือว่าเป็นของสูงด้วยกันทั้งนั้น มีคุณค่าอยู่ที่จิตใจเป็นสำคัญ ไม่ว่าเข็มเล่มหนึ่งก็ตาม คุณค่าของเข็มนี้คืออะไร คือใจ ผู้เป็นเจ้าของ มีคุณค่ามาก ถ้าให้เฉย ๆ ให้เป็นล้าน ๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะให้ด้วยความยินดี ผู้ให้ก็ยินดีก็ยินดีให้ ผู้รับก็รับด้วยความยินดี เป็นประโยชน์ทั้งสองทาง แต่ถ้าฉก ปล้น ทำลายอย่างฉิบหาย วายป่วง ทำลายสมบัติของผู้นั้นยังไม่แล้ว ทำลายจิตใจเขาอีก ให้เคียดแค้น แล้วผูกกรรมผูกเวรต่อกัน ดีไม่ดีก็แก้กรรมแก้เวรกัน มนุษย์แก้กรรมแก้เวรกัน กิเลสแก้กรรมแก้เวรกัน ไม่เหมือนธรรมแก้กรรมแก้เวร ผิดกันตรงนี้ กิเลสแก้กรรมยังไง คือเอาน้ำที่สกปรกไปชะล้างสถานที่ หรือวัตถุที่สกปรกให้มันสกปรกยิ่งขึ้น นี่คือการล้างเวรซึ่งกันและกัน ของโลกเป็นเช่นนี้ ของกิเลสยิ่งเพิ่มกรรมเพิ่มเวรขึ้น แต่ทางด้านธรรมะไม่เป็นเช่นนั้น  ชนะความไม่ดีของเขาด้วยความดีของตน ชะล้างสถานที่สกปรกด้วยน้ำอันสะอาดนี่คือธรรม เป็นอย่างงั้น

            ทีนี้คือวัตถุสิ่งของเงินทองมากน้อย ได้ถูกผู้ร้ายขโมยไป แล้วยิ่งรู้ตัวของมันด้วยแล้ว ยิ่งเคียดยิ่งแค้นใหญ่ นั่น เพื่อรักษาจิตใจของกันและกัน ไม่ให้กำเริบ  พระพุทธเจ้าจึงต้องห้าม ของเขาเป็นเขา ของเราเป็นของเรา อย่าไปอาจไปเอื้อม อย่าไปลุกล้ำเป็นของกันและกัน เป็นการยังกันและกันให้จิตใจของกันและกันให้กำเริบ ไม่ใช่ของดี ความกำเริบ ไม่ว่าโรคกำเริบ ไม่ว่าอะไรกำเริบเป็นของไม่ดีทั้งนั้น นี้จิตใจกำเริบเป็นบ่อแห่งนรกอเวจีที่จะเผาผลาญกันได้อย่างรวดเร็ว อย่าทำนี่ข้อที่ ๒. อทินนาทานฯ ให้ต่างคนต่างรู้จักสมบัติของกันและกัน อย่าล่วงล้ำเขตแดนของกันและกัน

ต่างคนต่างให้สิทธิให้อธิปไตยของกันและกัน นั่นผาสุข โลก ข้อที่ ๓. คืออะไร กาเมฯ เรื่องอะไร ก็เรื่องผัวเรื่องเมีย จะเรื่องอะไร เรื่องผัว เรื่องเมียนั่นเองจะเป็นเรื่องอะไร สัตว์เราไม่ว่าอะไรมัน ไอ้พวกสุนัข หอนอึกทึกครึกโครม เวลาเดือนเก้าเดือนสิบ เราไม่ว่ามัน มันไม่มีเขตมีแดน มนุษย์เรามีเขตมีแดน ให้เอาศีลไปรักษา รักษายังไง ให้มีผัวเดียว เมียเดียว อัปปิจฉตา เป็นผู้มักน้อย นี่พระพุทธเจ้าท่านสอน  อัปปิจฉตา ของฆราวาส ผู้มักน้อยคืออะไร ให้มีผัวเดียว เมียเดียว เป็นผู้ผาสุขที่สุดเลย ในครัวเรือนหนึ่ง ๆ เรา ไม่ว่าข้าราชการ ไม่ว่าทหาร ไม่ว่าตำรวจ ไม่ว่าชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวเมือง มันมีครอบครัวด้วยกันทั้งนั้น ครอบครัวหนึ่ง ๆ ต้องมีผัว มีเมีย มีผู้หญิง ผู้ชายอยู่ด้วยกัน

ถ้าหากว่าไม่มีศีลนี้เป็นข้อรักษาแล้ว ไม่มีใครที่จะทำความเดือดร้อน วุ่นวาย ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิมยิ่งกว่ามนุษย์เรา ท่านจึงให้มีศีลข้อนี้ อัปปิจฉตา ให้มีความมักน้อย ให้มีความยินดีฝากเป็นฝากตายมีความจงรักภักดีกับสามี และภรรยาของตนเท่านั้น

            นี่ศีล ๕ ในข้อที่ ๓ ข้อนี้เอาไปรักษาสิ ถ้าศีลข้อนี้ต่างพร้อยแล้วเป็นยังไง ครัวเรือนนั้นด่างพร้อย ครัวเรือนนั้นหาความสงบไม่ได้ เป็นอย่างน้อย  มากกวานั้นแตกกันได้  เพราะเรื่อง มะหิตตา คือ ความมักมาก ได้หนึ่งแล้วไม่พอใจ ได้สองแล้วไม่พอใจ ได้สามไม่พอใจ แล้วเราเคยเห็นมั้ย ใครที่อยู่ในโลกนี้ โอ้ย! ข้านี้มีความสุขว่ะ ข้าได้เมีย ๕ คนจะไปหาให้ได้ ๑๐ คนถ้าแข่งขัน แล้วฉันมีเมียได้ ๑๐ คน มีผัวได้ ๑๐๐ คน ฉันมีความสุข ไม่เคยมี มีแต่ก่อนฟืนก่อไฟเป็นสิบกอง เก้ากอง สิบกอง ร้อยกอง พันกอง เผาเจ้าของนั่นแหละ ความสุขไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น ความสุขอยู่ในความพอประมาณ ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ความฝากเป็นฝากตายกันนี้เท่านั้น เป็นความสุขของสามี ภรรยา นอกจากสามี ภรรยามีหลัก มีเกณฑ์ พึ่งเป็นพึ่งตายกันได้แล้ว ลูกเต้าหลานเหลนยังถือเป็นคติตัวอย่างอันดีงามไปใช้อีก แล้วบ้านเราก็มีขื่อ มีแป รู้จักสูง รู้จักต่ำ รู้จักของเขา ของเรา

            โลกนี้ก็เป็นโลกที่สงบร่มเย็น ถ้าเรามีความสงบร่มเย็นด้วยศีล ด้วยธรรมแล้ว  สวรรค์เราเราไม่อยากไปก็ได้ ถ้าเราสบาย คนเราอยากระเหเร่ร่อนอยากจะย้ายบ้าย ย้ายเรือนไปอยู่ที่นั่นที่นี่ก็เพราะอยู่ที่มันไม่สมบูรณ์ มันขาดตกบกพร่อง ทางนู้นก็น่าจะดี ทางนี้ก็น่าจะดี ทางนู้นน่าจะเป็นสุข แล้วย้ายบ้านไปอยู่ทางนั้น อยู่ทางนี้ เพราะความไม่แน่ใจ  เพราะความบกพร่องนั่นแหละ ย้ายไปทำไม อยู่นี่มันก็สบายแล้ว คิดถึงอะไร มันมีมา มีมา เหมือนแก้วสารพัดนึก แล้วจะไปที่ไหนอีก มันจะยิ่งกว่านี้  เราไม่อยากไป  นั่น! เห็นมั้ย คนเราถ้ามีความสุขแล้วอยู่ไหน พออยู่ทั้งนั้นแหละ ถ้ามีความทุกข์ เดือดร้อนแล้ว โลกนี้มันแคบนะ อยู่ไหนมันอยู่ได้ โลกนี้กว้างแสนกว้าง มันมาแคบอยู่ที่หัวใจ มันตีบตันอยู่ที่หัวใจ ดิ้นรนกระวนกระวายอยู่ที่หัวใจ เพราะฉะนั้นจึงปรับปรุงใจด้วยศีลด้วยธรรม ให้ถูกต้องดีงาม ธรรมะโอสถ คือ ศีล คือธรรม นำไปรักษา ในข้อที่ ๓ ก็ได้พูดไว้แล้ว

            วันนี้ก็พูดย่อ ๆ กลัวว่า เวลาจะไม่มีเพียงพอ เรื่องของศีล ของธรรม ให้นำไปประพฤติ ปฏิบัติ เราเป็นชาวพุทธ อย่าเพียงแต่นับถือศาสนาเฉย ๆ  เห็นพระแล้วกราบ มีคนถามว่าท่านถือศาสนาอะไร ถือศาสนาพุทธ พระพุทธเป็นยังไง ข้าเป็นลูก ข้าถือตามเฉย ๆ ไม่ได้เรื่อง มีแต่ถือ ไม่ได้ปฏิบัติ ออกโชว์เฉย ๆ  มันจะรู้รส รู้ชาติ มันยังไง ถือก็ถืออย่างงั้น เหมือนลิงได้แก้ว นี่ก็นับถือศาสนาพุทธ ใครถามนับถือศาสนาพุทธ เวลาเรื่องของพุทธ ท่านสอนว่ายังไง ท่านให้ปฏิบัติว่ายังไง พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นได้เพราะเหตุผลกลไกอะไร พระสาวกได้เป็นพระอรหันต์ เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะนับถือเฉย ๆ เหรอ หรือท่านเป็นเพราะการปฏิบัติ เราก็ต้องคิดอย่างงั้นสิ เราอยากได้ผลอันดีงามเป็นความสงบร่มเย็นแก่ตัวของเรา เราก็ต้องปฏิบัติ ตามหลักศาสนา อย่างน้อยได้ศีล ๕ นี้ยังดี

นี่ในข้อที่ ๓ อธิบายให้ท่านทั้งหลายฟังย่อ ๆ ศีลข้อที่ ๓ คือ กาเมฯ จงรัก จงสงวนซึ่งกันและกัน ให้ความเคารพ ให้ความไว้วางใจต่อกันและกัน แล้วไม่มีเงินล้านก็ตามเถอะน่ะ ขอให้สามี ภรรยา อยู่ด้วยกันพึ่งเป็นพึ่งตาย ไปในบ้าน นอกบ้าน ไปที่ไหน ไว้ใจกันได้ทั้งหญิง ทั้งชาย ทั้งฝ่ายสามี ภรรยา มีความร่มเย็นเป็นสุข มีความไว้วางใจกัน นี่แหละบ่อแห่งความสุขอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ที่เงินล้าน เงินล้านก็ล้านมาเถอะ ถ้าตัวของเจ้าของที่เป็นเจ้าของเงินล้าน ประพฤติตัวไม่ดีแล้ว มันก็เป็นฟืนเป็นไฟ กลับมาเป็นยาพิษ เผาเจ้าของให้แหลกเหลวไปหมด เพราะเงินล้าน มันขึ้นอยู่กับเจ้าของต่างหาก เป็นคนโง่ หรือเป็นคนฉลาด ถ้าเป็นคนฉลาดมีหลายล้าน เอามาทำประโยชน์ได้หมด ถ้าไม่ฉลาดแล้วมีหลายล้านกว่านั้นก็ตาม  มีร้อยล้านก็ตาม เป็นไฟกองน้อย กองใหญ่มาเผาตัวให้แหลกไปหมด สำคัญอยู่ที่ใจของเรา ให้นำไปประพฤติ ปฏิบัติ นี่เป็นข้อที่ ๓

ข้อที่ ๔ เราไม่พูดอะไรไปกว้างขวางมากมาย เราพูดให้พอเหมาะพอสม ลงในจุดของครอบครัว  เพราะเราต่างคนต่างมีครอบครัวด้วยกัน โกหกใครก็ไม่ว่า เราก็ไม่ว่าอะไรนัก เราไม่ปรักปรำอะไรนัก เราไม่จดไม่จออะไรนัก สำคัญอย่ามาโกหกพ่ออีหนู อย่ามาโกหกแม่อีหนูนะ นี่สำคัญมากนะ ไปเถลไถลนอกบ้านนอกเรือนมาแล้ว และมองดูท่าทาง ท่าทางมันขี้ขโมยอยู่แล้ว พ่อ แม่ถามเป็นไง ไปอะไรมา  นี่อย่าถามฉันน่ะ ฉันไปเยี่ยมเพื่อนฉันต่างหาก ไปหาเรื่องแก้ แก้ไปเท่าไหร่มันก็ติดไปหมดล่ะซิ เพราะความจริงมันเป็นอย่างงั้น  ความจริงมันไปหาขโมยมาแล้ว  การโกหก โกหกอะไรก็ตาม อย่าโกหกเอาเรื่องชั่วช้าลามกมาโกหก พ่ออีหนู นี่เป็นของสำคัญ ความโกหกนี้ร้ายแรงมาก ยิ่งกว่าความโกหกอื่น ๆ สำหรับครอบครัวนะ โกหกใครก็ไม่เป็นไร แต่มาโกหกครอบครัวเจ้าของด้วยความไม่ดีของตัวเอง เสียมากทีเดียว เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าทำ จะไม่ได้นำความโกหกมาโกหกกัน  จะไม่นำไฟมาเผากัน ท่านทั้งหลายอยากหอวิมาน ถ้าอยากเห็นหอวิมานให้อยู่มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน นั้นแหละ หอวิมานท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าไปหาหอวิมานกับแม่อีหนูไกลบ้านนะ นั่นล่ะ มันจะตายตรงนั้นนะ  พอกลับมาแม่อีหนูฟาดแข่งมันแหลก  ถ้าเป็นหลวงตาบัว  เอานี่ นี่ ใส่ปึ๋งเลย เข้าใจมั้ยแม่อีหนู ถ้าผัวคนไหนมันไม่ดีนะ หลวงตาบัวจะบอกให้นะ เอาไม้ไว้ดี ๆ นะ พอมันมาไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรนะ พอมาใส่เปรี้ยงเข้าไปหน้าแข่งมัน หน้าแข่งหักวันหลังมันจะไม่ได้ไป เข้าใจมั้ย ถ้ามันยังไปได้อีก ฟาดมันสองแข้ง สามแข้ง เอามันแหลกหมดแล้ว มันไปไม่ได้ มันร้องโอก! ๆ ๆ

            ข้อที่ ๕ เวลานี้ชาวพุทธเรากำลังกำเริบกัน เรื่องน้ำบ้า สุราคือน้ำบ้า ยังไม่รู้อีกเหรอว่าน้ำบ้า ถ้าอยากจะรู้ก็เอามากินเดี๋ยวนี้สิ คนดี ๆ มันเป็นบ้าได้ มันวิเศษวิโสกับน้ำสุรา นักปราชญ์ทั้งหลายที่เป็นหลักของโลก ที่รื้อขนสัตว์โลกให้มีความสงบร่มเย็นไปโดยลำดับ ๆ มีแต่ผู้ที่ตำหนิสุราเท่านั้น นอกจากเทวทัตต์มันชมเชยสุรา เราจะเป็นเทวทัตต์ หรือเราจะเป็นศิษย์ตถาคต เราก็ควรพิจารณา ไม่ว่าอยู่สถานที่ใด ไปที่ใด ถ้าไม่มีสุราออกหน้าออกตาแล้วสังคมนั้นรู้สึกมันเหงาหงอย

คือบ้าไม่มีในสังคมนั้น ถ้าสังคมใดมีสุราออกโชว์นั้นโชว์นี้รู้สึกสง่าผ่าเผยด้วยบ้า ลองดูสิสมาคมของพระนี้ก็ตามเถอะ ถ้าลองเอาน้ำบ้ามาวาง คนนั้นจอกหนึ่ง ภาษาภาคอีสานเรานะ คนนั้นจอกหนึ่ง คนนี้จอกหนึ่ง หลวงตาบัวจอกหนึ่ง ฟาดลงไป หลวงตาบัวเก่งมากตีคน มันเลยเป็นบ้าไปหมดกระทั่งหลวงตาบัว มันเป็นของดีแล้วเหรอ พิจารณาสิ เรายกตัวอย่าง ถ้าว่านี้ไม่เป็นบ้าแล้ว เราลองมาลองดูซิ ท่านทั้งหลายก็กิน คนนั้นแก้วหนึ่ง คนนี้แก้วหนึ่ง แก้วหนึ่ง หลวงตาบัวสองแก้ว เพราะเป็นอาจารย์เขา เข้าใจมั้ย สองแก้วแล้ว ตีพวกท่านทั้งหลายแหลกหมดนะ หลวงตาบัวเนี่ย ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่กินสุรา ไม่ตีใคร ดุก็ดุไปเฉยๆ ทีนี้พอกินสุราเข้าไปแล้ว  ฟาดคนแหลกเลย หรือมันกินสุราแล้วมันอาจหาญ คนอาจหาญในความเมาสุรานี้คือ คนบ้า คนดี ๆ อาจหาญมีเหตุมีผลมากกว่า ขอให้อาจหาญด้วยเหตุด้วยผล ดีกว่าอาจหาญด้วยการเมาสุรา ไม่ใช่เป็นของดี คนเมาสุราเหตุผล  ชอบโม้ ชอบคุย เก็บความลับไม่ได้ อะไร ๆ ออกมากระจายหมด ไม่มีเหลือ โง่แสนโง่มันก็บอกว่าฉลาด ที่สุดไม่มีใครสู้มันก็คือคนเมาสุรา และเสียท่าที่สุดก็คือคนเมาสุรา พิจารณาสิ เป็นของดีเหรอ มีมาก มีน้อย มันทำลายโลกมนุษย์เราขนาดไหน เงินค่าสุราแก้วหนึ่งมันราคาเท่าไหร่

คนคนหนึ่งมันราคาเท่าไหร่ มันทำลายคน เราทำไมไม่คำนึงคำนวณบ้าง เราไม่ต้องพูดถึงไกลใกล้อะไรล่ะ เราเอาเฉพาะวงของเรานี่แหละ ถ้าสุราได้ห่างไปแล้ว คนนั้นเริ่มเป็นคนขึ้นมา ถ้าสุราใกล้เข้ามา คนนั้นเริ่มใกล้เป็นบ้าแล้วนะ  พอสุราเข้าถึงปาก บ้าขึ้นถึงปากาเลย

เข้าใจเหรอให้พากันจำไว้ เพียง ๕ ข้อนี้ถ้าเราได้นำไปประพฤติปฏิบัติ เราจะชื่อว่าเป็นชาวพุทธได้เป็นอย่างดี แต่นี่ มีแต่นับถือศาสนาพุทธ หาเรื่องหาราวเป็นพุทธไม่มี มีแต่เรื่องเป็นข้าศึกกับพุทธ  แล้วถือศาสนาพุทธที่ตรงไหน นี่สิมันของสำคัญ ถามที่ไหนมีแต่เรื่องศาสนาพุทธ และความสนใจกับพุทธมีน้อยมาก นอกจากมันทุ่มเทไปที่อื่นเสียจนแหลก วันหนึ่ง คืนหนึ่ง มีแต่เรื่องทุ่มเทไป ที่จะเอาผลกำไรลงพื้น ลงใต้ก้นเทวทัตต์ ไม่ได้เอาผลกำไรที่จะเป็นคนดิบคนดี เป็นความสงบสุข ร่มเย็นอะไรเลย ให้พิจารณาสิ ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

วันนี้ได้อธิบายให้ท่านทั้งหลายฟัง และธรรมะประเภทนี้ก็ไม่ได้ค่อยอธิบายบ่อย ๆ นะ ถ้าคนไม่มีวาสนา มันก็ไม่ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้า แบบนี้ล่ะ หลวงตาบัวไม่มีวาสนาก็ไม่ได้เทศน์ให้ท่านทั้งหลายฟัง เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งสองฝ่ายนี้มีวาสนานะ เข้าใจไหม พากันประพฤติปฏิบัติ วันหนึ่ง คืนหนึ่ง อย่าลืมเวล่ำเวลา เวลาตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าวันหลัง ๒๔ ชั่วโมง เอาไปไหนหมด เราพิจารณาสิ ถ้าเราจะเป็นนักโต้วาทีกับเรา เพื่อความดี ความงามสำหรับเราแล้ว เราก็มีทางชนะเราได้ ถ้าจะประพฤติศีลธรรม มันไม่มีเวลา พอจะเถลไถลวันยังค่ำ หัวราน้ำไปแล้ว ได้ทั้งวันทั้งคืนตายก็ไม่เป็นไร นี่เรื่องของกิเลส มันไม่ยอมใครง่าย ๆ มันไม่ฟัง ผ่อนผันสั้นยาวให้ใครเลย มีแต่มันบีบ มันมัดเข้าไปโดยลำดับ จะตายแหล่ ไม่ตายแหล่ นึกว่าตัวดีอีก นี่เรื่องของกิเลสมันเป็นอย่างนี้

            เราจึงควรมีศีลธรรม นำไปประพฤติ ปฏิบัติ วันหนึ่ง คืนหนึ่ง เวล่ำเวลาที่จะมาสวดมนต์

ไหว้พระ นั่งภาวนา ทำใจให้สงบ เยือกเย็น อันเป็นศีลธรรม และเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง ทำไมจะทำไม่ได้ เวลาไปไหนหมด จึงว่าไม่มีเวลา เกิดมาก็เกิดกับเวลาแท้ ๆ เวลาเท่านั้น เกิดเวลาเท่านั้น  ตกฝากเวลาเท่านั้น เราเกิดกับเวลา อยู่กับเวลามาจนกระทั่งถึงป่านนี้ ทำไมเวลาไม่มี ถ้าเราไม่โง่จนเกินไป ถ้าหากว่าเราจะฉลาด หาเวล่ำเวลามาทำประโยชน์แก่ตน ให้กิเลสมันแย่งไปกินหมดแล้ว ต้องได้วันหนึ่ง วันหนึ่ง เอาให้ได้นะ ท่านทั้งหลายให้ได้ทุกคน ไม่ได้มากให้ได้น้อย  เกิดมาในท่ามกลางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นของเลิศแท้ ทำไมเราจึงเป็นคนเลวในท่ามกลางศาสนาทั้ง ๆ ที่เราเป็นชาวพุทธ ใช้ไม่ได้เลย

            การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาจึงขอยุติเพียงเท่านี้ เอวังฯ