สติไใม่มี ความสงบก็ไม่มา

การปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยของศาสดา นั่นละคือตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ใครห่างเหินจากนี้แล้ว ก็เรียกว่าไม่มีศาสดาติดตัว เป็นพระอนาถาหาที่พึ่งที่เกาะไม่ได้ เพราะไม่หา เป็นพระอนาถาไปเลยทีเดียว ให้เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะภายในใจ สติให้เคลื่อนไหวตลอดเวลา อย่าให้เผลอ สติเป็นของสำคัญมาก ผลแห่งการปฏิบัติมา ผมอยู่หน้าหมู่เพื่อน ก็ประกาศความดีความชั่วให้หมู่เพื่อนฟังอย่างชัดเจน การประพฤติปฏิบัติเราหาที่ต้องติเราไม่ได้ตลอดมา คำว่าล่วงเกินด้วยไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่มี ให้เอาอันนี้เป็นหลักเกณฑ์ ไปที่ไหนให้มีศาสดาติดตัว

สติไม่มี ความสงบไม่มา
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

สติเป็นสำคัญมาก คุ้มครองเราให้มีศาสดาติดตัวเรา ไปที่ไหนอย่าให้เคลื่อนคลาดจากหลักธรรมหลักวินัย การเคลื่อนคลาดหลักธรรมวินัยด้วยเจตนานี้ร้า ยกาจมากทีเดียว อย่าให้มีในวัดนี้เป็นอันขาด นอกจากความไม่รู้ไม่เห็นนั่นก็เป็นธรรมดาด้วยกัน ท่านว่าแสดงอาบั ติ ถ้าแบบที่ว่าไม่มีหิริโอตตัปปะนี้ ท่านเรียกว่าอลัชชิตาใช้ไม่ได้เลย ให้เตือนตนเสมอ กิ เลสอยู่กับหัวใจเรา มันถึงเป็นใหญ่ตลอด กิเลสมันไม่เป็นน้อยกว่าธรรม มันเป็นใหญ่กว่าธรรมอยู่ตลอดเวลาในหัวใจของเรา ให้พากันระมัดระวังให้ดี ความพร้อมเพรียงสามัคคีนั้นละเป็นความถูกต้องดีงามแล้ว ดังที่เคยปฏิบัติมา ผมก็ไม่เคยได้ต้องติหมู่เพื่อน สมเหตุสมผลว่าสอนหมู่เพื่อนด้วยความเมตตาสงสารล้วนๆ ผลที่ได้รับก็คือความสวยงามทางตาทางหู ทุกอย่างสวยงาม

สติไม่มี ความสงบไม่มา
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

นี่ก็ปฏิบัติมาเต็มกำลังความสามารถ พูดเปิดเผยให้หมู่เพื่อนฟังว่า ผมหายสงสัยหมดทุกอย่างแล้วในสมมุติทั้งมวลไม่มีในหัวใจ ขาดสะบั้นออกไปหมด ก็เล่าให้ฟังตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นละวันกิเลสขาดสะบั้นจากใจ ตั้งแต่บัดนั้นมา ไม่มีสมมุติใดๆ เข้ามาพัวพันในจิตใจเลย นี่ก็เพราะการประพฤติปฏิบัตินั่นแหละ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ อย่ามีที่ลับที่แจ้ง ให้มีที่แจ้งอยู่ตลอดเวลาเพราะการกระทำตัวเอง รู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา คนอื่นไม่รู้ เจ้าของก็รู้ คนอื่นไม่เห็น เจ้าของก็เห็น อย่าให้มีที่ลับที่แจ้งผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมไม่มีที่ลับที่แจ้ง ทำดีได้ดี ทำชั่ วได้ชั่ ว

สติไม่มี ความสงบไม่มา
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ผมมีแต่ลมหายใจละทุกวันนี้ ไม่ได้เรื่องได้ราวละ เหมือนขอนซุงทั้งท่อน อยู่กับหมู่กับเพื่อนไปอย่างงั้นละ ประคับประคองธาตุขันธ์เท่านี้ก็จะไม่ไหวแล้ว ไปไหนก็โซซัดโซเซ ดีที่ไม่ล้ม เพราะสตินั่นเอง เรียกว่าสติอันนี้เป็นอัตโนมัติอยู่ในตนเองตลอดเวลาไม่เคยเผลอ จิตถึงขั้นนี้แล้วคำว่าเผลอไม่มี เป็นหลักธรรมชาติตายตัว เราอยู่ด้วยหลักธรรมชาตินี้เท่านั้นแหละ

ให้หมู่เพื่อนตั้งใจปฏิบัติ การทะเลาะเบาะแว้งกัน อย่าให้มีในวัดนี้เป็นอันขาดนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องกิเลสเทวทัต เทวทัตยังรู้โทษ ขอขมาพระพุทธเจ้า กิเลสของเรามันรู้โทษของตัวบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันจึงเลยเทวทัตไปแล้วนั่นน่ะ ให้ระวังตัวนี้นะ มันอยู่ลับๆ นะ กิเลสตัวเลยเทวทัตนี่ มันเป็นอาจารย์ของเทวทัตไปในหัวใจของเราไม่รู้สึกตัวนะ ให้ระมัดระวังให้ดี อยู่กับหมู่กับเพื่อน ย่อมมีการเคลื่อนไหวไปมาสัมผัสสัมพันธ์กับตาหูใจอยู่ตลอด ให้ระวัง

สติไม่มี ความสงบไม่มา

สติเป็นสำคัญนะการภาวนา เรื่องสติสำคัญมากทีเดียว ใครตั้งสติได้ดีเท่าไรแล้วก็ กิเลสไม่เกิด มันจะหนาแน่นเหมือนภูเขาก็เกิดไม่ได้ สติครอบไว้หมด ถ้าเผลอสติเมื่อไร กิเลสเกิด เกิดจากสังขารนั่นแหละ สังขารคือความคิดปรุง สังขารก็มาจาก อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ต่อสายยาวเหยียดไปไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลงได้เผลอสติแล้ว ต่อไปเรื่อยๆ  ถ้าสติมีอยู่แล้ว มันจะมีเท่าไรมันก็ไม่เกิด…กิเลส มันขึ้นอยู่กับสติควบคุมตัวเอง ให้ระวังด้วยสติเสมอไป การประกอบความเพียรอย่าลดละนะ ให้แข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา ความเพียรเป็นสำคัญมากทีเดียว ให้ดูหัวใจตัวเอง ใจนั่นละมันลุกลี้ลุกลน หลุกหลิกๆ อยู่ตลอด มีสติเท่านั้นเป็นเครื่องควบคุม ถ้าไม่มีสติแล้วก็เหมือนซุงทั้งท่อน ไม่เกิดประโยชน์อะไร นี่ก็อยู่กับหมู่เพื่อนไปอย่างนั้นละ ทุกวันนี้อยู่ไป อยากอยู่คนเดียวนะ นิสัยเป็นอย่างนี้มาดั้งเดิม อยู่คนเดียวเท่านั้นแหละ ให้ใครมายุ่งไม่ได้ เราอยู่คนเดียวเรา กลางคืนก็นั่งภาวนาอยู่คนเดียวสบายๆ ไม่ยุ่งกับใคร มีแต่ญาติโยมละส่วนมากมายุ่งตลอด