ในหลักธรรมพระพุทธเจ้าก็ทรงประกาศสอนไว้แล้ว อย่างเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นรากเหง้าเค้ามูลจริงๆ คือการปฏิบัติจิตตภาวนาล้วนๆ ถือเป็นจิตเป็นใจ ฝากเป็นฝากตายกับความเพียรเพื่อชำระกิเลสนั้นจริงๆ ผลจึงปรากฏให้โลกได้เห็น เฉพาะในวันนั้นมีพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ โดยไม่มีพระปุถุชนเข้ามาเจือปนแม้เพียงรูปหนึ่งหรือองค์หนึ่งเลย นี่ล้วนแล้วแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจิตตภาวนาของท่าน นี่แลคือผลแห่งการปฏิบัติธรรม หรือการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาที่ประทานไว้ มีผลประจักษ์ให้เป็นที่ภูมิใจสำหรับผู้ได้รู้ได้เห็น ผู้ที่ได้ทรงไว้ซึ่งธรรมดังกล่าวนั้นจนถึงวิสุทธิธรรม

เราจึงอยากพบอยากเห็นการประกอบความพากเพียรของหมู่คณะที่มาอาศัยอยู่ในสถานที่นี่ ได้ประกอบความพากเพียรเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยความสนใจจริงๆ ไม่มีงานอื่นงานใดเข้ามายุ่งเหยิงวุ่นวาย ซึ่งงานเหล่านี้ส่วนมากมักจะเป็นสิ่งที่มาทำลายความพากเพียรของเราให้เสียไปวันละเล็กละน้อย สุดท้ายก็มีแต่งานเหล่านี้ออกหน้าออกตา ในพระเณรรูปหนึ่งๆ ในวัดหนึ่งๆ เลยเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย อันนอกจากสายทางที่จะเป็นไปเพื่อความสงบสง่างามของจิตใจ เลยมีแต่ความยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด คิดออกมาในแง่ใดก็มีแต่การแต่งาน ซึ่งเป็นเรื่องของโลกเขาทำกันอยู่ทั่วๆ ไปไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดอันใดเลย แต่แล้วก็ไม่พ้นที่จะเข้ามาเป็นเนื้อเป็นหนังในวงพระศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งในวัดในวาในพระเณรผู้ปฏิบัติของเราจนได้นั้นแหละ

งานอันนี้รู้สึกว่าออกหน้าออกตาจริงๆ เหมือนว่าแซงพระโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปทุกระยะ ที่ทรงสั่งสอนให้บำเพ็ญทางด้านจิตตภาวนา ในตำรับตำรามีมากต่อมาก เด่นที่สุดก็คือด้านจิตตภาวนา ที่พระองค์ท่านประทานพระโอวาทแก่พระสงฆ์ทั้งหลายในครั้งพุทธกาล การจดจารึกก็จดจารึกมาจากความเป็นจริงที่พระองค์ทรงดำเนินและประกาศสอนไว้เรื่อยมาจนกระทั่งวันปรินิพพาน พระโอวาทเหล่านั้นถูกจดจารึกมา ได้อ่านได้เห็นได้ยินได้ฟัง จดจำมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ แต่ไม่ค่อยจะถึงใจและไม่ถึงใจของผู้ศึกษาและนักปฏิบัติทั้งหลาย จึงเถลไถลไปนอกลู่นอกทางที่พระองค์ท่านตำหนิติเตียนอยู่เสมอ

พระสงฆ์สาวกที่กล่าวมาว่า ๑,๒๕๐ องค์นั้น ท่านอยู่ในที่เช่นไร ตามตำรับตำราว่ามีแต่อยู่ในป่าในเขาที่สงัดวิเวก อิริยาบถต่างๆ เต็มไปด้วยความพากเพียรชำระกิเลส จนกระทั่งถึงได้รับผลเป็นที่พอใจมา นี่เป็นทางที่ถูกต้องดีงามถึงกับได้ผลประกาศออกมาให้โลกเห็นในวันมาฆบูชา

นอกจากนั้นก็ยังมีอยู่มากมายบรรดาพระสงฆ์สาวก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ประกอบทางด้านจิตตภาวนามากกว่าในงานใด ๆ ทั้งสิ้น เราผู้ปฏิบัติถ้าไม่คำนึงและดำเนินตามทางที่พระองค์ประกาศสอนไว้แล้วนี้ ก็ยากที่จะได้ประสบพบเห็น แม้ที่สุดความสงบเย็นใจ เพียงขั้นสมาธิก็จะได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น จะไม่ปรากฏความจริงขึ้นที่ใจนั่นเลย แล้วก็ค่อยหมดไปๆ เรียวแหลมไปโดยลำดับทางภาคปฏิบัติ คือความสนใจต่อจิตตภาวนา จะมีแต่เรื่องที่เป็นข้าศึกต่อกันโดยทางอ้อมหรือทางตรงแทรกเข้ามาๆ จนกลายเป็นเนื้อเป็นหนังของพระของเณรของวัดวาอาวาสไปเสีย อย่างประจักษ์ตาของเราทุกคนปฏิเสธไม่ได้ เช่น การก่อสร้าง การขวนขวายในแง่ต่างๆ อันเกี่ยวกับด้านวัตถุ ซึ่งขัดกันกับทางด้านจิตตภาวนา นี้ปรากฏว่าเด่นมากทีเดียว

ถ้าเราจะพูดในวงปฏิบัติสำหรับผู้สังเกตสอดรู้จิตจริงๆ แล้ว เราจะเห็นความผลักดันของกิเลส ที่ไม่ชอบให้เราประกอบความพากเพียรเพื่อกำจัดมัน มันจึงต้องผลักดันให้ออกให้คิดในแง่ต่างๆ สิ่งนั้นดีสิ่งนี้ดี โดยอาศัยศาสนาว่า สัมมากัมมันตะว่าเป็นการงานชอบนั้นเป็นโล่มาบังหน้า แล้วผลักไสเราให้ออกนอกลู่นอกทางไปโดยการกระทำในสิ่งที่กล่าวเหล่านี้อย่างเปิดเผยและไม่คิดสะดุดใจบ้างเลย อย่างนี้แลผู้ปฏิบัติจะเรียกว่าอะไร ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลสภายในจิตใจจริงๆ แล้ว สิ่งที่กิเลสมันผลักดันออกมาให้ออกนอกลู่นอกทางแห่งความเพียรเพื่อชำระมันนี้ เราจะเรียกอะไรถ้าไม่เรียกว่ามารของความเพียรเรา

ไม่ต้องว่ามารกว้างๆ ที่ไหนละ มารแห่งความพากเพียรเพื่อชำระกิเลส คือกิจนั้นงานนี้เถลไถลออกไป พอจะหันหน้าหรือย้อนกระแสจิตเข้ามาสู่ตัวเหตุอันสำคัญคือใจ ที่เต็มไปด้วยความคิดปรุงในแง่ต่างๆ ซึ่งถูกผลักดันออกมาจากกิเลสนั้น มันดิ้นรนกระวนกระวายเหมือนจะเป็นจะตาย นั่งภาวนาก็คอยนับแต่เวล่ำเวลา คอยสังเกตดูแต่ความจะเจ็บปวดแสบร้อนที่ตรงไหน คอยที่จะออกนอกลู่นอกทางอยู่ตลอดเวลา นักสังเกตนักปฏิบัติด้วยความมีสติอย่างไรก็ปิดไม่อยู่ ต้องรู้และต้องเป็นอย่างที่ว่านี้โดยไม่ต้องสงสัย

การนั่งภาวนาจึงไม่เป็นเหตุเป็นผลอันใด พอที่จะให้มรรคให้ผลเกิดขึ้นได้ พอประมาณและได้เป็นที่พอใจ เนื่องจากมีสิ่งต่อต้านกันอยู่ภายในจิตใจ โดยเจ้าตัวก็ไม่สนใจและไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งต่อต้าน ที่จะไม่ให้เราก้าวเดินเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อสมาธิปัญญา และเพื่อมรรคผลนิพพานได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องถูกสิ่งเหล่านี้กีดขวางผลักดันอยู่ตลอดเวลา ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายลองใช้ความสังเกตดู ความผลักดันที่ให้จิตคิดในแง่ต่างๆ เพื่อออกนอกลู่นอกทางนั้นเป็นอย่างไร มีไหมภายในจิตใจของพวกเราทั้งหลาย

ผู้ปฏิบัติด้วยความสนใจจริงๆ แล้ว อย่างไรก็ต้องได้รบกับสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานแห่งการประกอบความพากเพียรจริงๆ ได้รบกับมันอยู่ตลอด จนกระทั่งสิ่งเหล่านี้ค่อยอ่อนตัวลงไปๆ เมื่อสิ่งเหล่านี้อ่อนตัวลงไป ใจก็เกิดความสงบเย็นได้ ที่ใจไม่สงบก็เพราะความคิดเหล่านี้แหละ ที่เป็นมารต่อความสงบเย็นใจของเรา จะเป็นอะไรที่ไหนไป เราจะไปหามารที่ไหน ถ้าไม่หาสิ่งที่แทรกซึมอยู่ภายในจิตใจและทำลายความสงบเย็นใจของเราอยู่ตลอดเวลาไม่ให้เกิดขึ้นได้นี้จะเป็นอะไรไป ถ้าไม่ใช่ความคิดสังขารที่ปรุงขึ้นอยู่ตลอดเวลาในแง่ต่างๆ นี้เท่านั้นจะเป็นอะไรไป

พระธรรมเทศนา

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน