เรื่องกิเลสเป็นสิ่งสำคัญมากนะ ถ้ามีอุบายวิธีการปฏิบัติอย่างนี้ มันจะเก่งขนาดก็สู้ธรรมไม่ได้ นี่ละให้สติเป็นสำคัญนะ การตั้งรากฐานในเบื้องต้นสติก็เป็นสำคัญ แล้วจิตมีสมาธิคือความสงบเย็นใจลงไปๆ แล้วสติก็ติดแนบๆ สตินี้เผลอไม่ได้ จิตมีความแน่นหนามั่นคงเรียกว่าใจอิ่มอารมณ์ แต่ก่อนมันหิวโหยอยากคิดนั้นคิดนี้ เรียกว่าจิตหิวโหยในอารมณ์ เราจะใช้ปัญญาพิจารณาในแง่ใดมุมใดก็ตาม มันเถลไถลไปตามอารมณ์ของมันนั้นเสีย มันไม่ได้ทำงานให้ ทีนี้เมื่อจิตอิ่มอารมณ์ด้วยสมาธิแล้ว พาทำงานอะไรมันก็ทำ ทำไปตามนั้น แล้วก็รู้แจ้งเห็นจริงเป็นลำดับลำดาไป

เมื่อจิตสงบเรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์ นำจิตที่อิ่มอารมณ์นี้พิจารณาทางด้านปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์สกลกายทั้งเขาทั้งเรา ทั้งหญิงทั้งชาย ทั้งสัตว์ทั้งบุคคลทั่วแดนโลกธาตุ พิจารณาแยกออก ทั้งส่วน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ความแปรปรวนของสิ่งเหล่านี้ ทั้งฝ่ายสุภะ อสุภะ ความสวยงามไม่สวยงาม ดูร่างกายของเรา ดูร่างกายของใครๆ ก็เป็นแบบเดียวกัน ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากันเรื่องอสุภะอสุภัง ทั้งหญิงทั้งชายเป็นแบบเดียวกันหมด เอามาพิจารณานี้ นี่เรียกว่าสนามรบกิเลสตัณหา มีราคะเป็นสำคัญ อสุภะอสุภังเอาลงให้หนักๆ เรียกว่าเยี่ยมป่าช้าผีดิบอยู่ในตัวของเรา พิจารณาดูรูปใดขันธ์ใดก็ตามให้พิจารณาแบบเดียวกันนี้ ให้เน้นหนักทางเรื่องอสุภะอสุภัง

เมื่อจิตมีความสงบแล้วให้ออกทางด้านปัญญา อย่านอนอยู่เฉยๆ กับสมาธิ สมาธิไม่ใช่ธรรมแก้กิเลส สมาธิคือความตีตะล่อมกิเลสที่ความฟุ้งซ่านวุ่นวายทั้งหลายเข้ามาสู่ความสงบต่างหาก ทีนี้เมื่อจิตมีความสงบแล้วเรียกว่าอิ่มอารมณ์ เอาจิตที่อิ่มอารมณ์นี้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี้คืองานของเราผู้ที่จะทำตัวให้หลุดพ้นจากทุกข์ เป็นงานที่สำคัญมาก เราถนัดในงานใด เกสา หรือ โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจคือหนังหุ้มห่อเอาไว้คนเราจึงพอดูได้ หนังหุ้มห่อก็มีผิวหนังบางๆ หุ้มห่อหลอกเอาไว้ว่าสวยว่างาม ภายในเป็นอย่างเดียวกันหมด นี่ละปัญญาดูดูอย่างนี้ ถ้าตาเนื้อดู ดูผิวๆ เผินๆ เห็นแต่ผิวหนังก็เป็นบ้ากันไปเลย ผิวหนังทั้งหญิงทั้งชายก็เป็นบ้า มันก็มีผิวหนังเหมือนกัน บางๆ เท่านั้นละ หลอกคนโง่ได้ง่ายทีเดียว

ทีนี้ปัญญาทะลุเข้าไป จากผิวหนังเข้าไปเป็นเนื้อ มันแดงโร่ เป็นหนัง หนังก็แดงโร่ เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ไส้พุง แยกธาตุแยกขันธ์ พิจารณาแยกส่วนแบ่งส่วนออกเป็นของปฏิกูลโสโครก แล้วแต่อุบายวิธีการของผู้ปฏิบัติทางด้านปัญญา จะมีสติปัญญาพิจารณาพลิกแพลงหลายสันพันคม เพื่อรู้เหตุผลกลไกอันนี้แล้วจิตจะถอนจากอุปาทานออกมาเป็นลำดับลำดา อสุภะชำนิชำนาญเท่าไรผู้นี้ใกล้ต่อความพ้นทุกข์ละ อสุภะอสุภังให้หนักนะ เวลาจิตสงบแล้วให้พิจารณาทางด้านปัญญา เมื่อก้าวเดินปัญญาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ารู้สึกภายในจิตใจแล้ว ให้ย้อนจิตเข้ามาสู่สมาธิ อย่าเสียดายปัญญา

เวลาเข้าสู่สมาธิให้สนใจจะเข้าสู่สมาธิคือพักงาน จิตใจไม่ต้องคิดต้องปรุง เพราะว่าปัญญาก็ใช้สังขารคือความคิดปรุง ทีนี้ถอนตัวเข้ามาสู่สมาธิ เมื่อสมาธิแล้วสงบแน่วอันเดียวเท่านั้น เมื่อสงบลงไปแล้วจะมีกำลังวังชากระปรี้กระเปร่าจิตใจ รู้สึกอิ่มเอิบภายในจิตใจ นี่ละจิตเข้ามาสู่สมาธิพักงานทางด้านปัญญาไม่ทำ เวลานี้ให้อยู่กับสมาธิ จริงจังกับสมาธิ อย่าเอามาคละเคล้ากันในการปฏิบัติ เอาสมาธิลงให้ได้ พอจิตมีความสงบเย็นสบายแล้วมันก็รู้ในตัวเอง พอจิตถอนขึ้นมานี้ก็ออกทางด้านปัญญา เหมือนกับมีดเราได้ลับหินเรียบร้อยแล้ว ฟันอะไรๆ ขาดสะบั้นๆ ไปเลย ไม้ท่อนนั้นแหละ มีดเล่มนี้แหละ แต่ได้ลับหินเรียบร้อยแล้ว ขาดสะบั้นลงไป นี่แหละการพิจารณาทางด้านปัญญา นักปฏิบัติทั้งหลายจำให้ดีนะ ที่สอนนี้สอนอย่างแม่นยำเราไม่สงสัย

เอา จับให้ดี พิจารณาเรื่องร่างกายนี้เอาให้หนัก อย่าเบานะร่างกาย อสุภะอสุภัง ไปที่ไหนพิจารณา เวลามีความชำนิชำนาญแล้วตัวของเราทั้งหมดนี้มันเป็นป่าช้าผีดิบ เป็นกองอสุภะอสุภังเต็มไปหมดในตัวของเรา จิตผู้รู้รู้อยู่นั้น ปัญญารู้อยู่นั้น สอดส่องมองทะลุอยู่นั้น ค่อยคลี่คลายอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในความสวยความงามมันจะถอนตัวออกมา เพราะอำนาจแห่งอสุภะอสุภัง ความสกปรกโสมมทับหัวมันลงไป ความสวยงามจะเกิดขึ้นมาได้ยังไง นี่ละพิจารณาอย่างนี้