” นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา “
พระคาถาแคล้วคลาดโมรปริตร ( อ่านว่า โม ระ ปะ ริต ) จากหนังสือรำลึกวันวาน บันทึกโดย หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ 

” นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” แปลว่า “ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่ วิมุตติธรรม” เป็นส่วนหนึ่งของบทสวดโมรปริตร ซึ่งในบรรดาพระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตส่วนมากได้ให้ความนับถือพระคาถาบทหนึ่ง ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า “พระคาถาพญายูงทอง” ซึ่งความเดิมมีอยู่ว่า มีพญายูงทองตัวหนึ่งที่มีชีวิตแคล้วคลาดจากการถูกเข่นฆ่ามาได้โดยตลอด แม้พระราชาหรือนายพรานที่มีความชำนาญก็ยังจับตัวไม่ได้ เนื่องจากพญายูงทองได้ท่องพระคาถานี้มาโดยตลอด แม้จะถูกดักด้วยแร้ว กลไกของแร้วก็ไม่ลั่น จนกระทั่งมีนายพรานที่มีปัญญาหลักแหลมจึงหาอุบายเอานกยูงตัวเมียที่ฝึกไว้จนเชื่องและปฎิบัติตามคำสั่ง ได้เข้าไปล่อและส่งเสียงร้องก่อนที่พญายูงทองจะท่องพระคาถา พญายูงทองก็เกิดความกระสันด้วยกิเลส ลืมร่ายมนต์และเข้ามาหานางนกยูง เลยถูกบ่วงแร้วรัดตัวและถูกจับไว้ได้ในที่สุด

เกี่ยวกับพระคาถานี้ มีเรื่องราวที่บันทึกต่อ ๆ กันมาว่า เมื่อประมาณปีพ.ศ.๒๔๘๗ ซึ่งในขณะนั้นขบวนการเสรีไทยกำลังโด่งดังมาก บ้านหนองผือเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ขบวนการเสรีไทยเข้าไปตั้งค่ายฝึกอบรมครูและชาวบ้านเพื่อเป็นกองกำลังต่อสู้ขับไล่ทหารญี่ปุ่น คุณครูหนูไทย สุพลวานิช เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกเกณฑ์เข้าฝึกอบรมในค่ายนี้ เมื่อว่างจากการฝึกก็มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ท่านพระอาจารย์ใหญ่วัดป่าบ้านหนองผือ (หมายถึงหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ทราบว่าท่านเป็นพระดีองค์หนึ่ง พวกเราน่าจะลองไปขอของดีจากท่านดูบ้าง ท่านคงจะให้พวกเรา”

วันต่อมาคุณครูหนูไทยจึงหาแผ่นทองมาได้แผ่นหนึ่ง ตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แล้วให้โยมผู้เฒ่าทายกวัดที่เป็นญาตินำไปถวายหลวงปู่มั่น เพื่อให้ท่านทำหลอดยันต์ให้ โยมผู้ที่นำแผ่นทองนั้นไม่กล้าเข้าไปหาท่านโดยตรง จึงให้พระอุปัฏฐากเข้าไปลองถามท่านดูก่อน หลวงปู่มั่นได้พูดตอบพระอุปัฏฐากว่า “เขาอยากได้ กะเฮ็ดให้เขาสั้นตั๊ว” (หมายความว่า เขาต้องการก็ทำให้เขาได้ จะเป็นไรไป)

เมื่อพระอุปัฏฐากเข้าใจแล้ว จึงบอกให้โยมเอาแผ่นทองมาให้ท่าน รออยู่ประมาณสามวัน พระอุปัฏฐากท่านก็นำหลอดยันต์นั้นมาให้โยม แล้วโยมผู้เฒ่านั้นจึงนำมาให้คุณครูหนูไทยอีกทีหนึ่ง เมื่อได้ของดีแล้วก็ดีใจเป็นอย่างมาก เก็บรักษาด้วยความทะนุถนอมและนำติดตัวไปทุกสถานที่ วันหนึ่งคุณครูหนูไทยได้เดินเที่ยวเล่นไปด้านหลังสนาม เผอิญเหลือบไปเห็นเพื่อนสามสี่คนกำลังทดลองยิง “เขี้ยวหมูตัน” ด้วยอาวุธปืน ปรากฏว่าเขี้ยวหมูตันที่ถือว่าเป็นของขลังศักดิ์สิทธิ์นั้นแตกกระจายไปคนละทิศละทาง เจ้าของเขี้ยวหมูตันนั้นถึงกับหน้าถอดสี ส่วนเพื่อนที่เป็นคนยิงคงจะย่ามใจ หันมาถามคุณครูหนูไทยที่เดินเข้ามาสมทบทีหลังว่า “มีของดีอะไรมาลองบ้าง”

ด้วยความซื่อและความเป็นเพื่อน คุณครูหนูไทยจึงตอบไปว่า “มีอยู่” เท่านั้นแหละ เพื่อนคนนั้นก็เอามือล้วงกระเป๋าเสื้อของคุณครูหนูไทย หยิบตะกรุดยันต์ที่หลวงปู่มั่นทำให้ติดมือขึ้นมา คุณครูหนูไทยจะวอนขออย่างไร เขาก็ไม่ยอมคืนให้ ในที่สุดเขาก็นำตะกรุดยันต์ไปวางในที่ระยะห่างประมาณสัก ๓-๔ วา แล้วยกปืนขึ้นเล็งไปที่ตะกรุดยันต์นั้น สักครู่ได้ยินเสียงดัง “แชะ แชะ” ไม่ระเบิด ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกตะลึง ครั้งที่สามเมื่อลองหันปลายกระบอกปืนขึ้นบนฟ้าแล้วกดไกอีกครั้ง ปรากฏว่าเสียงปืนดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ส่วนคุณครูหนูไทยรู้สึกตัว ใช้จังหวะนั้นวิ่งเข้าไปหยิบตะกรุดยันต์คืนมาอย่างรวดเร็ว

ต่อมาบางคนที่ได้ทราบข่าวนี้ก็พากันไปขอของดีจากหลวงปู่มั่นที่วัด ส่วนมากจะได้เป็นแผ่นผ้าลงอักขระคาถาตัวยันต์ สำหรับตะกรุดแผ่นทองนั้นไม่ค่อยมี เพราะแผ่นทองสมัยนั้นหายากมาก ต่อมาไม่นานหลวงปู่มั่นคงเห็นว่ามากไปจนเกินเลย จึงบอกให้เลิก ท่านบอกว่าสงครามเขาจะสงบแล้ว ไม่ต้องเอาก็ได้ พวกตะกรุดยันต์หรือผ้ายันต์เหล่านั้นเป็นของภายนอก สู้เอาคาถาบทนี้ไปบริกรรมแนบกับใจไม่ได้ ให้บริกรรมทุกเช้าค่ำจนขึ้นใจ แล้วจะปลอดภัย อันตรายต่าง ๆ จะไม่มากล้ำกรายตัวเราได้เลย คาถาบทนั้นว่าดังนี้

“นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา”

ภาพมหามงคล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านหนองผือก็ไม่กล้าไปขอของดีจากท่านอีก และเป็นความจริงตามที่หลวงปู่มั่นกล่าว ไม่ถึงเจ็ดวัน ก็ได้ทราบข่าวว่า เครื่องบินทหารอเมริกันไปทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิม่าและเมืองนางาซากิ ในประเทศญี่ปุ่น เสียหายย่อยยับ จนในที่สุดประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามและสงครามโลกก็สงบจบสิ้นลง

จากบันทึกหลวงตาทองคำ จารุวัณโณ อดีตพระอุปัฎฐากหลวงปู่มั่น ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “บูรพาจารย์” เกี่ยยวกับเรื่องเดียวกันนี้ไว้ว่า คราวหนึ่งหลวงปู่มั่นพักอยู่ที่ดอยมูเซอ วันหนึ่งพระสยามเทวาธิราชพร้อมคณะเทพบริวารไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่นซึ่งกำลังเดินจงกรมอยู่ พอรายงานตัวเสร็จหลวงปู่มั่นได้ถามวัตถุประสงค์ของการมากราบครั้งนี้ พระสยามเทวาธิราชบอกว่า “เวลานี้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้มาทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ อย่างหนักหน่วง พวกข้าพเจ้าป้องกันเต็มที่”

หลวงปู่มั่นถามว่า “มีคนบาดเจ็บล้มตายไหม” พระสยามเทวาธิราชตอบว่า “มี” ท่านถามว่า “ทำไมไม่ช่วย” พระสยามเทวาธิราชตอบว่า “ช่วยไม่ได้ เพราะเขามีกรรมเวรกับข้าศึก จะช่วยได้เฉพาะผู้ไม่มีกรรม สถานที่สำคัญและพระพุทธศาสนาเท่านั้น”

หลวงปู่มั่นถามต่อว่า “พวกท่านมานี้ประสงค์อะไร” พระสยามเทวาธิราชกราบเรียนว่า “ขอให้ท่านบอกคาถาปัดเป่าลูกระเบิดไม่ให้ตกถูกที่สำคัญ” หลวงปู่มั่นจึงกำหนดพิจารณาหน่อยหนึ่ง ก็ได้ความว่า “นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” เท่านั้น พวกเทพสาธุการแล้วลากลับไป ไม่เห็นกลับมาอีก

“นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” จึงเป็นสุดยอดพระคาถาแคล้วคลาดจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ถ้าบริกรรมทุกเช้าค่ำแล้ว จะปลอดภัยจากภยันตรายต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวง

 

ภาพ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม